ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สังเกตการถ่ายขี้เทาใน 24-48 ชั่วโมงแรก: จุดเริ่มต้นของการประเมินระบบทางเดินอาหารทารก

โดยปกติแล้ว ทารกแรกเกิดคลอดครบกำหนดมากกว่าร้อยละ 90 จะต้องถ่ายอุจจาระแรกเกิดหรือที่เรียกว่า "ขี้เทา" (Meconium) ซึ่งมีลักษณะเหนียว สีเขียวเข้มจัดจนเกือบดำ ออกมาภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และเกือบทั้งหมดจะถ่ายภายใน 48 ชั่วโมง การถ่ายขี้เทานี้เป็นดัชนีชี้วัดสำคัญที่แสดงว่าโครงสร้างและการทำงานของระบบทางเดินอาหารส่วนล่างเปิดโล่งและทำงานได้ตามปกติ

หากทารกแรกเกิดคลอดมาแล้วเกิน 24 ถึง 48 ชั่วโมง แต่ยังไม่ถ่ายขี้เทา ร่วมกับเริ่มมีอาการท้องอืด ร้องงอแง ตึงเกร็ง หรืออาเจียน ข้อผิดปกตินี้ไม่ใช่เรื่องของการ "ท้องผูกธรรมดา" แต่เป็นสัญญาณเตือนทางกุมารเวชศาสตร์ที่ต้องได้รับการสืบค้นหาสาเหตุอย่างเร่งด่วน

1. โรคฮีร์ชชปรุง (Hirschsprung's Disease) และความผิดปกติของโครงสร้างทวารหนักแต่กำเนิด

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่สุดของการไม่ถ่ายขี้เทาตามกำหนดคือ โรคฮีร์ชชปรุง ซึ่งเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดของระบบประสาทส่วนลำไส้ เกิดจากการที่เซลล์ปมประสาท (Ganglion cells) ในผนังลำไส้ไม่ได้เคลื่อนที่ไปจนถึงส่วนปลายของลำไส้ใหญ่และทวารหนักในระหว่างที่ทารกเจริญเติบโตอยู่ในครรภ์

การขาดเซลล์ปมประสาทนี้ทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายไม่สามารถคลายตัวได้ เกิดการหดเกร็งค้างอยู่ตลอดเวลา อุจจาระและลมจึงไม่สามารถเคลื่อนผ่านไปได้ เกิดการอุดตันทางกายวิภาคและการทำงาน (Functional intestinal obstruction) ลำไส้ใหญ่ส่วนที่อยู่เหนือต่อบริเวณที่ผิดปกติจะพยายามบีบตัวอย่างหนักเพื่อขับอุจจาระ ออกแรงต้านจนเกิดการขยายใหญ่โตขึ้นอย่างมาก

ข้อสังเกตทางคลินิก: ทารกที่เป็นโรคฮีร์ชชปรุงมักไม่ถ่ายขี้เทาใน 48 ชั่วโมงแรก เมื่อแพทย์ทำการตรวจทางรูทวารหนัก (Digital rectal examination) และถอนนิ้วออก มักจะพบว่ามีลมและขี้เทาพุ่งทะลักออกมาตามหลังทันที (Squirt sign หรือ Blast sign) เนื่องจากเป็นการปลดปล่อยแรงดันที่อุดกั้นอยู่

นอกจากโรคฮีร์ชชปรุงแล้ว ยังมีความผิดปกติของโครงสร้างทวารหนักและเรกตัมแต่กำเนิด (Anorectal Malformations) เช่น ภาวะทวารหนักไม่มีรูเปิด (Imperforate anus) หรือทวารหนักตีบแคบ ซึ่งสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่การตรวจร่างกายทารกแรกเกิดหลังคลอดในห้องคลอด

2. สาเหตุทางระบบต่อมไร้ท่อและระบบประสาทกล้ามเนื้อ: ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์และโบทูลิซึม

นอกเหนือจากปัญหาด้านโครงสร้างของลำไส้แล้ว การบีบตัวของลำไส้ที่บกพร่องยังอาจเกิดจากปัจจัยทางระบบต่อมไร้ท่อและระบบประสาทกล้ามเนื้อ ได้แก่

ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิด (Congenital Hypothyroidism)

ฮอร์โมนไทรอยด์มีบทบาทสำคัญในการควบคุมเมตาบอลิซึมและการทำงานของกล้ามเนื้อเรียบในทางเดินอาหาร เมื่อทารกมีภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิด การบีบตัวของลำไส้จะลดลงอย่างมาก (Intestinal hypomotility) ส่งผลให้ทารกถ่ายขี้เทาล่าช้า ท้องอืด ซึม เลี้ยงไม่โต ตัวเหลืองนานกว่าปกติ และมีเสียงร้องแหบ

ภาวะโบทูลิซึมในทารก (Infant Botulism)

แม้จะพบได้ไม่บ่อย แต่เป็นภาวะฉุกเฉินที่เกิดจากการได้รับสปอร์ของเชื้อ Clostridium botulinum (มักพบในน้ำผึ้งดิบที่นำมาให้ทารกอายุต่ำกว่า 1 ขวบบริโภค) สปอร์จะเติบโตและสร้างสารพิษยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาท อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) ทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายอ่อนแรง ลำไส้หยุดทำงานอย่างหนัก นำไปสู่อาการท้องผูกรุนแรง ทารกตัวอ่อนนิ่ม (Floppy baby) ดูดนมไม่เข้า และการหายใจล้มเหลว

3. สัญญาณอันตราย (Red Flags) ของภาวะลำไส้อุดตันในทารกแรกเกิด

หากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ดูแลสังเกตพบสัญญาณเตือนต่อไปนี้ ต้องตระหนักว่าอาจเกิดภาวะลำไส้อุดตันและมีความเสี่ยงต่อภาวะลำไส้เน่าหรือติดเชื้อในกระแสเลือด:

  • การอาเจียนปนน้ำดี (Bilious Vomiting): สิ่งที่ทารกอาเจียนออกมามีสีเขียวใบไม้หรือสีเหลืองเขียว ซึ่งเป็นน้ำดีจากลำไส้เล็ก ต่างจากการแหวะนมปกติที่เป็นสีขาวหรือเหลืองอ่อน
  • ท้องอืดตึงและเกร็ง (Abdominal Distension): หน้าท้องของทารกขยายใหญ่ ตึง แน่น อาจมองเห็นรอยโป่งของลำไส้เป็นลอนบนหน้าท้องชัดเจน
  • ทารกไม่ถ่ายขี้เทาภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
  • มีไข้ ร่วมกับอาการซึม ร้องงอแงผิดปกติ หรือมีอุจจาระเป็นเลือดปนก้อนมูก: สัญญาณเตือนของภาวะลำไส้อักเสบรุนแรงจากการอุดตัน (Hirschsprung-associated Enterocolitis: HAEC) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต

4. ข้อปฏิบัติและการเตรียมตัวพาทารกเข้าพบกุมารแพทย์ทันที

หากพบทารกมีอาการในกลุ่มสัญญาณเรดแฟลก ห้ามซื้อยาระบาย ยาถ่าย หรือทำการสวนอุจจาระด้วยตนเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้ลำไส้ที่มีแรงดันสูงเกิดการทะลุได้

สิ่งที่พ่อแม่ควรสังเกตและบันทึกข้อมูลเพื่อแจ้งแพทย์:

  • ระยะเวลาที่ทารกคลอด และเวลาที่เริ่มสังเกตเห็นว่าทารกยังไม่ถ่ายอุจจาระ
  • ลักษณะและสีของสิ่งตอบสนองจากการอาเจียน (ถ่ายภาพเก็บไว้ให้แพทย์ดูได้)
  • ปริมาณนมที่ทารกทานได้ และพฤติกรรมขณะดูดนม
  • วัดขนาดรอบท้องหากทำได้ หรือสังเกตความตึงของหน้าท้อง

แนวทางการวินิจฉัยและรักษาของแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์และกุมารศัลยแพทย์จะทำการตรวจร่างกาย ตรวจทางรูทวารหนัก และส่งถ่ายภาพรังสีหน้าท้อง (Abdominal X-ray) เพื่อดูรูปแบบของลมในลำไส้ ในกรณีที่สงสัย โรคฮีร์ชชปรุง แพทย์อาจทำการฉีดสารรังสีสวนแป้งเข้าทางทวารหนัก (Barium/Contrast Enema) และการวินิจฉัยที่เป็นมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) คือการตัดเนื้อเยื่อส่องตรวจ (Suction Rectal Biopsy) เพื่อพิสูจน์การขาดหายไปของเซลล์ปมประสาท

การรักษาโรคฮีร์ชชปรุงจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดเพื่อตัดลำไส้ส่วนที่ไม่มีเซลล์ปมประสาทออก และดึงลำไส้ส่วนที่ดีลงมาต่อกับทวารหนัก (Pull-through operation) เพื่อให้ทารกกลับมาขับถ่ายได้เป็นปกติและเติบโตอย่างสมบูรณ์

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down