ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เมื่อตุ่มน้ำบนผิวบอบบางไม่ใช่แค่เรื่องผดผื่น: ทำความเข้าใจโรคพุพองในทารก

เมื่อผิวหนังที่เคยเนียนนุ่มของทารกแรกเกิดเริ่มปรากฏตุ่มแดง ตุ่มน้ำใส หรือตุ่มหนองเล็กๆ คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงผดร้อนหรืออาการระคายเคืองทั่วไป ทว่าในความเป็นจริง ผิวหนังของทารกนั้นบอบบางและมีปราการปกป้องผิวที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ไวต่อการรุกรานของเชื้อโรคได้ง่ายเป็นพิเศษ การปล่อยปละละเลยหรือการดูแลที่ผิดวิธีอาจนำไปสู่ โรคพุพองจากการติดเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังทารก ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีก่อนที่จะลุกลามจนเกิดอันตรายร้ายแรง

1. อาการและพยาธิสภาพของโรคพุพองและกลุ่มอาการผิวหนังลอกหลุด (SSSS)

โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังในทารกส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสองชนิดหลัก คือ Staphylococcus aureus และ Streptococcus pyogenes ซึ่งสามารถแสดงอาการได้ตั้งแต่ระดับเฉพาะที่ไปจนถึงระดับรุนแรงทั่วร่างกาย ดังนี้:

  • โรคพุพองชนิดมีตุ่มน้ำพอง (Bullous Impetigo): มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่สร้างสารพิษทำลายการยึดเกาะของเซลล์ผิวหนังชั้นนอกสุด ทำให้เกิดตุ่มน้ำใสขนาดใหญ่ที่มีขอบเขตชัดเจน ตุ่มน้ำนี้จะแตกง่ายมาก และเมื่อแตกออกจะกลายเป็นแผ่นสะเก็ดสีเหลืองทองคล้ายน้ำผึ้งแห้งปกคลุมอยู่ มักพบบริเวณซอกพับ ขาหนีบ รอบทวารหนัก หรือบริเวณที่อับชื้น
  • กลุ่มอาการผิวหนังลอกหลุดจากเชื้อสแตฟิโลคอกคัสในทารกแรกเกิด (Staphylococcal Scalded Skin Syndrome หรือ SSSS): ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่รุนแรงมาก เกิดจากเชื้อปล่อยสารพิษเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปทั่วร่างกาย สารพิษนี้จะเจาะจงทำลายโปรตีนที่ยึดเหนี่ยวเซลล์ผิวหนัง ส่งผลให้ผิวหนังของทารกแดงก่ำ เจ็บปวดรุนแรงเมื่อสัมผัส และเริ่มหลุดลอกออกเป็นแผ่นๆ คล้ายถูกน้ำร้อนลวก โดยมักเริ่มจากบริเวณรอบปาก ซอกพับ และกระจายไปทั่วตัวอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

2. อันตรายจากการบีบเจาะตุ่มน้ำ และกลไกการแพร่กระจายของเชื้อโรค

เมื่อพบตุ่มหนองหรือตุ่มน้ำใสบนตัวลูกน้อย สัญชาตญาณแรกของคุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจต้องการบีบหรือใช้เข็มเจาะเพื่อให้หนองออกมาและหวังให้แผลแห้งเร็วขึ้น ทว่าพฤติกรรมนี้เป็นสิ่งต้องห้ามและอันตรายอย่างยิ่งต่อทารก

การบีบ เค้น หรือเจาะตุ่มน้ำบนผิวหนังทารกเปรียบเสมือนการทำลายปราการปกป้องผิวหนังที่เหลืออยู่ ซึ่งจะเปิดทางให้แบคทีเรียจากภายนอกเข้าสู่ชั้นผิวหนังที่ลึกขึ้น และยังเป็นการกดให้เชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในตุ่มหนองแพร่กระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อส่วนลึกใต้ผิวหนังจนเกิดภาวะเนื้อเยื่ออักเสบเฉียบพลัน รวมถึงหลอดเลือดและท่อน้ำเหลืองโดยตรง

นอกจากนี้ ของเหลวภายในตุ่มพองที่แตกออกยังมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนอยู่ในปริมาณสูงมาก หากน้ำเหลืองนี้ไหลไปสัมผัสผิวหนังบริเวณอื่น หรือติดอยู่ที่มือของผู้เลี้ยงดูแล้วไปสัมผัสส่วนอื่นของร่างกายทารก จะเกิดการแพร่กระจายเชื้อไปยังบริเวณใหม่ทันที ส่งผลให้ตุ่มพองลุกลามขยายวงกว้างจนยากแก่การควบคุม

3. สัญญาณเตือนของภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่ต้องระวัง

ผิวหนังที่ติดเชื้อไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาภายนอกเท่านั้น หากเชื้อโรคสามารถเล็ดลอดผ่านระบบป้องกันและเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต จะนำไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงในทารกแรกเกิด คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องเฝ้าสังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้อย่างใกล้ชิด:

  • อุณหภูมิร่างกายแปรปรวน: ทารกอาจมีไข้สูง หรือในทางตรงกันข้ามสำหรับทารกแรกเกิด อาจมีอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ (ตัวเย็นชืด) ซึม และมือเท้าซีดเย็น
  • พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเด่นชัด: ทารกมีอาการซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรือร้องไห้โยเยตลอดเวลาอย่างรุนแรงเนื่องจากเจ็บปวดผิวหนังอย่างมากเมื่อขยับตัว
  • ระบบการหายใจผิดปกติ: หายใจเร็วกว่าปกติ หายใจหอบเหนื่อย มีเสียงครางขณะหายใจออก หรือมีช่วงหยุดหายใจเป็นระยะ
  • ลักษณะทางกายภาพของแผลเปลี่ยนไป: ผิวหนังรอบแผลตุ่มหนองแดงคล้ำขึ้นเป็นวงกว้าง มีอาการบวมตึง ร้อนเมื่อสัมผัส หรือมีสีผิวลายกระดำกระด่างทั่วตัว

หากพบสัญญาณเตือนแม้เพียงข้อเดียว ต้องรีบนำทารกส่งโรงพยาบาลหรือพบกุมารแพทย์โดยทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน

4. แนวทางการรักษาที่ถูกต้องภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์

การจัดการกับ โรคพุพองจากการติดเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังทารก จะต้องได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับความรุนแรงและช่วงอายุของทารก โดยมีแนวทางหลักดังนี้:

การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเฉพาะที่ (Topical Antibiotics)

ในรายที่มีรอยโรคขนาดเล็ก เป็นเฉพาะจุด และไม่มีอาการทางระบบอื่นๆ แพทย์อาจพิจารณาให้ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อเพื่อล้างสะเก็ดแผลออกอย่างเบามือ จากนั้นจึงทายาปฏิชีวนะเฉพาะที่กลุ่ม Mupirocin หรือ Fusidic acid ตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการใช้ยาโรยแผลหรือยาสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐานเนื่องจากเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำซ้อน

การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานและชนิดฉีด (Systemic Antibiotics)

หากรอยโรคมีการกระจายตัวกว้าง มีอาการอักเสบลึกใต้ผิวหนัง หรือสงสัยว่าเกิดกลุ่มอาการ SSSS แพทย์จะรับตัวทารกไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อหยดยาปฏิชีวนะเข้าทางหลอดเลือดดำร่วมกับการให้สารน้ำเพื่อป้องกันภาวะช็อกจากการสูญเสียน้ำทางผิวหนังที่ลอกหลุด และการดูแลแผลด้วยเทคนิคปลอดเชื้ออย่างใกล้ชิด

การป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อทางผิวหนังในทารกที่ดีที่สุด คือการรักษาความสะอาดอย่างเข้มงวด การล้างมือทุกครั้งก่อนและหลังสัมผัสตัวทารก และการไม่บีบเจาะตุ่มแผลใดๆ บนผิวหนังของลูกน้อย เพื่อให้ผิวบอบบางของพวกเขาได้รับการปกป้องและเติบโตอย่างแข็งแรงปลอดภัย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down