ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำทางระบาดวิทยาและธรรมชาติวิทยาของการติดเชื้อไวรัส HPV

การติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) เป็นการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุดในระดับสากล โดยไวรัสชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มไวรัสชนิดดีเอ็นเอสายคู่ (double-stranded DNA virus) ที่มีความจำเพาะต่อเซลล์บุผิว (epithelial cells) ทั้งบริเวณผิวหนังและเยื่อบุผิว (mucosa) ของร่างกาย แม้ว่าในประชากรส่วนใหญ่ที่มีการติดเชื้อจะดำเนินโรคแบบไม่แสดงอาการและสามารถหายได้เองจากกลไกการกำจัดเชื้อของระบบภูมิคุ้มกัน แต่การได้รับเชื้อในบางลักษณะ โดยเฉพาะกลุ่มสายพันธุ์ความเสี่ยงสูง (High-risk HPV) อาจนำไปสู่การพัฒนาเป็นรอยโรคระยะก่อนมะเร็งและมะเร็งในระบบอวัยวะต่างๆ การทำความเข้าใจธรรมชาติวิทยา พยาธิกำเนิด และกลไกทางภูมิคุ้มกันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนป้องกันและรักษาโรค

ความแตกต่างทางชีววิทยาระหว่างไวรัส HPV กลุ่มสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงและกลุ่มสายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำ

ไวรัส HPV มีมากกว่า 200 สายพันธุ์ย่อย โดยสามารถจำแนกกลุ่มตามความสามารถในการก่อมะเร็ง (oncogenic potential) ได้เป็นสองกลุ่มหลัก ซึ่งมีความแตกต่างทางชีววิทยาในระดับโมเลกุลดังนี้:

1. กลุ่มสายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำ (Low-risk HPV: LR-HPV)

สายพันธุ์เด่นในกลุ่มนี้คือ HPV 6 และ HPV 11 ซึ่งมักสัมพันธ์กับการเกิดรอยโรคชนิดไม่ร้ายแรง เช่น หูดอวัยวะเพศ (condyloma acuminata) และภาวะเนื้องอกในกล่องเสียง (recurrent respiratory papillomatosis) ในทางชีววิทยา ดีเอ็นเอของไวรัสกลุ่มนี้จะดำรงอยู่ภายในนิวเคลียสของเซลล์โฮสต์ในลักษณะที่เป็นอิสระ (episomal form) โดยไม่มีการบูรณาการหรือรวมตัวเข้ากับดีเอ็นเอของโฮสต์ (host genome integration)

2. กลุ่มสายพันธุ์ความเสี่ยงสูง (High-risk HPV: HR-HPV)

สายพันธุ์ที่สำคัญทางคลินิก ได้แก่ HPV 16, 18, 31, 33, 35, 39, 45, 51, 52, 56, 58, 59 และ 68 ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งอวัยวะเพศภายนอกสตรี และมะเร็งองคชาต

ความแตกต่างทางชีววิทยาที่เด่นชัดที่สุดอยู่ที่การทำงานของโปรตีนก่อกลายพันธุ์หรือออนโคโปรตีน (oncoproteins) สองชนิด คือ E6 และ E7:

  • Oncoprotein E6: ในสายพันธุ์ความเสี่ยงสูง โปรตีน E6 จะมีความจำเพาะเจาะจงสูงในการจับกับโปรตีนควบคุมการทำงานของยีนยับยั้งมะเร็ง p53 (p53 tumor suppressor protein) และกระตุ้นให้เกิดการสลายตัวของ p53 ผ่านกระบวนการ ubiquitin-proteasome pathway ส่งผลให้เซลล์สูญเสียการควบคุมการตายของเซลล์ตามธรรมชาติ (apoptosis) และสูญเสียกลไกซ่อมแซมดีเอ็นเอที่เสียหาย
  • Oncoprotein E7: จะเข้าจับกับโปรตีนควบคุมการแบ่งเซลล์ retinoblastoma (pRb) ทำให้ pRb ปล่อยทรานสคริปชันแฟกเตอร์ E2F ออกมา ซึ่งเป็นผลกระตุ้นให้เซลล์เข้าสู่ระยะ S-phase และแบ่งตัวอย่างไม่มีการสิ้นสุด

ในทางตรงกันข้าม โปรตีน E6 และ E7 ของสายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำจะมีความสามารถในการเข้าจับกับ p53 และ pRb ต่ำกว่าอย่างมาก จึงไม่สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดกระบวนการกลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้

พยาธิกำเนิดของภาวะติดเชื้อ HPV แฝงแบบไม่แสดงอาการและกลไกการกำจัดเชื้อด้วยระบบภูมิคุ้มกัน

พยาธิกำเนิดและภาวะแฝง (Latent Infection)

การติดเชื้อไวรัส HPV เริ่มต้นจากการที่ตัวไวรัสผ่านเข้าสู่ร่างกายทางรอยถลอกขนาดเล็ก (micro-abrasions) ของผิวหนังหรือเยื่อบุผิว เข้าจับกับตัวรับบนผิวเซลล์และแทรกซึมเข้าไปยังเซลล์ต้นกำเนิดชั้นล่างสุด (basal progenitor cells) ของชั้นเยื่อบุผิว

ในระยะเริ่มแรก ไวรัสจะดำรงอยู่ในลักษณะ latent infection หรือภาวะติดเชื้อแฝงแบบไม่แสดงอาการ ดีเอ็นเอของไวรัสจะจำลองตัวเองในปริมาณน้อยภายในเซลล์ชั้นล่างสุดโดยไม่ทำลายเซลล์โฮสต์และไม่กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาอักเสบ ทำให้ไวรัสสามารถหลบหลีกการตรวจจับของระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลไกการหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกัน

ไวรัส HPV มีวิวัฒนาการในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของโฮสต์ผ่านกลไกหลายช่องทาง:

  • การจำกัดการแสดงออกของโปรตีนไวรัสให้อยู่ในเฉพาะเซลล์เยื่อบุผิวชั้นบนที่กำลังจะหลุดลอก (keratinocytes)
  • ไม่มีกระบวนการทำให้เซลล์โฮสต์แตกสลาย (non-lytic life cycle) จึงไม่ส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังระบบภูมิคุ้มกัน
  • การลดการทำงานของตัวรับสัญญาณเตือนภัยภายในเซลล์ เช่น Toll-like receptor 9 (TLR9) และการยับยั้งการหลั่งสารอินเตอร์เฟอรอน (interferons)

กลไกการกำจัดเชื้อด้วยระบบภูมิคุ้มกัน (Immune Clearance)

แม้ว่าไวรัสจะมีกลไกหลบเลี่ยงที่ซับซ้อน แต่ในประชากรประมาณร้อยละ 90 ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อออกไปได้เองภายในระยะเวลา 12 ถึง 24 เดือน (transient infection) โดยอาศัยระบบภูมิคุ้มกันสำคัญสองส่วน:

  • ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะเจาะจงผ่านเซลล์ (Cell-Mediated Immunity: CMI): เป็นหัวใจสำคัญในการกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อ โดยการทำงานของ T-helper cells (CD4+) และ Cytotoxic T lymphocytes (CD8+) ที่ตระหนักรู้ต่อแอนติเจนของไวรัส (โดยเฉพาะโปรตีน E2, E6 และ E7) จะเข้าทำลายเซลล์เยื่อบุผิวที่มีไวรัสและหลั่งไซโตไคน์เพื่อยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส
  • ระบบภูมิคุ้มกันแบบน้ำเหลือง (Humoral Immunity): ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีชนิด IgG และ IgA ต่อโปรตีนเปลือกหุ้มไวรัส L1 (L1 capsid protein) แอนติบอดีเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการป้องกันและลบล้างฤทธิ์ของไวรัส (neutralization) เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำในอนาคต แต่ไม่มีบทบาทในการกำจัดเซลล์ที่มีการติดเชื้ออยู่ก่อนแล้ว

ปัจจัยเสี่ยงทางพฤติกรรมและสรีรวิทยาที่ส่งเสริมให้การติดเชื้อ HPV พัฒนากลายเป็นมะเร็ง

ในกรณีที่ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ จะนำไปสู่ภาวะติดเชื้อเรื้อรัง (persistent infection) ซึ่งเป็นปัจจัยต้นทางที่สำคัญที่สุดของการพัฒนารอยโรคไปเป็นมะเร็ง โดยมีปัจจัยส่งเสริมทางสรีรวิทยาและพฤติกรรมดังนี้:

ปัจจัยทางสรีรวิทยาและการเปลี่ยนแปลงในระดับพันธุกรรม

  • การรวมตัวของดีเอ็นเอไวรัสเข้ากับจีโนมของโฮสต์ (Viral Integration): ในการติดเชื้อระยะเรื้อรัง ดีเอ็นเอของไวรัส HR-HPV มักจะเกิดการแตกหักและแทรกตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอโฮสต์ กระบวนการนี้มักทำให้ยีน E2 ของไวรัสซึ่งทำหน้าที่ควบคุมและยับยั้งการแสดงออกของยีน E6 และ E7 ถูกทำลาย ส่งผลให้เซลล์โฮสต์ผลิตออนโคโปรตีน E6 และ E7 ออกมาอย่างต่อเนื่องและไม่มีการควบคุม นำไปสู่การสะสมของการกลายพันธุ์ในยีนของโฮสต์ (genomic instability)
  • บริเวณรอยต่อเยื่อบุผิว (Transformation Zone): บริเวณรอยต่อระหว่างเยื่อบุผิวชนิดสแควอมัสและคอลัมนาร์ (squamocolumnar junction) ของปากมดลูก เป็นจุดที่มีอัตราการแบ่งเซลล์และเปลี่ยนแปลงรูปแบบเซลล์สูง เอื้อให้เกิดการติดเชื้อ HPV และเอื้อต่อการบูรณาการดีเอ็นเอของไวรัสได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น

ปัจจัยทางพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมภายนอก

  • การสูบบุหรี่: สารก่อมะเร็งจากควันบุหรี่จะถูกขับออกและสะสมบริเวณเมือกปากมดลูก ทำลายดีเอ็นเอของเซลล์เยื่อบุผิวโดยตรง และกดการทำงานของเซลล์นำเสนอแอนติเจนเฉพาะที่ (Langerhans cells) ส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ลดลง
  • การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดเป็นระยะเวลานาน: ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนมีส่วนช่วยเพิ่มการทำงานของโปรโมเตอร์ในยีนของไวรัส HPV ส่งผลเหนี่ยวนำให้มีการถอดรหัสและแสดงออกของออนโคโปรตีน E6 และ E7 มากขึ้น
  • การมีบุตรหลายคนและการตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุน้อย: สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศและการฉีกขาดของเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกจากการคลอด ซึ่งส่งเสริมโอกาสการติดเชื้อเรื้อรัง

ความเชื่อมโยงของการติดเชื้อ HPV ร่วมกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นและเชื้อเอชไอวี

การติดเชื้อร่วม (co-infection) ระหว่างไวรัส HPV กับเชื้อก่อโรคทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นๆ มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธรรมชาติวิทยาและการดำเนินโรคของการติดเชื้อไวรัส HPV:

1. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วมชนิดอื่น (Co-infecting STIs)

การติดเชื้อร่วมกับ Chlamydia trachomatis (หนองในเทียม) และ Herpes Simplex Virus type 2 (HSV-2) จะก่อให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรังเฉพาะที่ ภาวะอักเสบนี้จะกระตุ้นการสร้างสารอนุมูลอิสระ (reactive oxygen species) ซึ่งทำลายดีเอ็นเอของเซลล์เยื่อบุผิว และเปิดทางให้ดีเอ็นเอของไวรัส HPV แทรกซึมเข้าสู่จีโนมของเซลล์โฮสต์ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังรบกวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเฉพาะที่

2. การติดเชื้อร่วมกับเชื้อเอชไอวี (HIV Co-infection)

ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีอัตราการติดเชื้อเรื้อรังของ HPV และพัฒนารอยโรคไปสู่อัตราการเป็นมะเร็งที่รวดเร็วและรุนแรงขึ้น เนื่องจากพยาธิสรีรวิทยาดังนี้:

  • การพร่องของเซลล์ภูมิคุ้มกันระบบเฉพาะเจาะจง: การลดลงของเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4+ T lymphocytes ทำให้การตอบสนองของภูมิคุ้มกันผ่านเซลล์ (CMI) อ่อนแอลง ร่างกายไม่สามารถจำกัดการแบ่งตัวและกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อ HPV ได้
  • ปฏิกิริยาส่งเสริมกันระดับโมเลกุล (Synergistic Molecular Interaction): โปรตีน Tat ของเชื้อเอชไอวีที่หลั่งออกมาจากเซลล์ที่ติดเชื้อ สามารถกระตุ้นทรานสคริปชันของยีน E6 และ E7 ของ HPV ได้โดยตรง และทำลายความแข็งแรงของเยื่อบุผิว ส่งผลให้ไวรัส HPV บุกรุกเข้าสู่เซลล์เป้าหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • ลักษณะของการติดเชื้อ: ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักพบการติดเชื้อไวรัส HPV หลายสายพันธุ์พร้อมกัน (multiple genotypes) และมีอัตราการกลับเป็นซ้ำของรอยโรคสูงหลังการรักษา
สรุป: ธรรมชาติวิทยาของการติดเชื้อไวรัส HPV เป็นผลลัพธ์จากความสมดุลระหว่างกลไกการก่อมะเร็งในระดับออนโคโปรตีนของไวรัสและการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันชนิดจำเพาะผ่านเซลล์ การเปลี่ยนผ่านจากการติดเชื้อแฝงสู่การพัฒนาเป็นรอยโรคก่อนมะเร็งและมะเร็ง มีปัจจัยทางสรีรวิทยา พฤติกรรม และการติดเชื้อร่วมอื่นๆ เป็นตัวเร่งเร้าที่สำคัญ การป้องกันขั้นปฐมภูมิด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันเอชพีวีและการคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นมาตรการหลักในการลดอุบัติการณ์ของโรคนี้อย่างยั่งยืน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down