ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกหายจากโควิดแล้ว ทำไมยังต้องระวังภาวะ MIS-C

เมื่อเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 และหายจากอาการป่วยในระยะเฉียบพลันแล้ว พ่อแม่หลายท่านอาจวางใจว่าลูกปลอดภัยดีแล้ว แต่อันที่จริงยังมีกลุ่มอาการรุนแรงระยะตามมาที่เรียกว่า ภาวะกลุ่มอาการอักเสบหลายระบบในเด็ก (Multisystem Inflammatory Syndrome in Children หรือ MIS-C) ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนที่พบได้หลังการติดเชื้อโควิด-19 ไปแล้วประมาณสองถึงหกสัปดาห์ ภาวะนี้มีความรุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างทันท่วงที ในฐานะกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กทุกคนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุ อาการเตือน และแนวทางการรับมือ เพื่อปกป้องลูกรักจากภาวะแทรกซ้อนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของภาวะ MIS-C

ภาวะ MIS-C ไม่ได้เกิดจากการที่ตัวเชื้อไวรัสกำลังแพร่กระจายและทำลายอวัยวะโดยตรงในขณะนั้น แต่เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเด็กที่ทำงานผิดปกติหรือทำงานมากเกินไป (Hyperinflammatory Response) หลังจากที่ร่างกายเคยได้รับเชื้อโควิด-19 ไปแล้ว ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเคยมีอาการแสดงที่ชัดเจนตอนติดเชื้อหรือไม่ หรือบางรายอาจเคยติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ (Asymptomatic Infection) มาก่อนเลยก็ตาม ระบบภูมิคุ้มกันที่ควรจะสงบลงหลังเชื้อโรคหมดไป กลับหลั่งสารอักเสบจำนวนมากเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย ส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญหลายระบบพร้อมๆ กัน เช่น หัวใจ ปอด ไต สมอง ผิวหนัง ตา และระบบทางเดินอาหาร

กลุ่มเสี่ยงหลักในการเกิดภาวะนี้คือเด็กทุกช่วงอายุ ตั้งแต่วัยทารก วัยเด็ก ไปจนถึงวัยรุ่น โดยมักพบในเด็กช่วงอายุระหว่างห้าถึงสิบสองปีเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อโควิด-19 จะหาย ข้อควรระวังทางการแพทย์: ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้เด็กจะมีอาการป่วยจากโควิด-19 ในตอนแรกเพียงเล็กน้อยก็ตาม

อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรค MIS-C

อาการของภาวะ MIS-C จะมีความหลากหลายมาก เนื่องจากมีการอักเสบในหลายอวัยวะ อาการมักจะเริ่มต้นด้วยไข้สูงลอยที่ลดได้ยากโดยยาลดไข้ทั่วไป ร่วมกับอาการแสดงในระบบอื่นๆ ที่มักจะปรากฏขึ้นพร้อมๆ กันหรือตามมาติดๆ ดังนี้

  • ไข้สูงเรื้อรัง: มีไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียสติดต่อกันนานกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงขึ้นไป
  • อาการทางผิวหนังและเยื่อเมือก: ผื่นขึ้นตามตัว ตาแดงทั้งสองข้างโดยไม่มีขี้ตา ริมฝีปากแดงแห้งแตก หรือลิ้นบวมแดงคล้ายผลสตรอเบอร์รี่ นิ้วมือหรือนิ้วเท้าบวมแดง
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร: ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ซึ่งบางครั้งอาจทำให้วินิจฉัยสับสนกับโรคไส้ติ่งอักเสบ
  • อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด: หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าการทำงานของหัวใจเริ่มล้มเหลว

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กหลังหายจากโควิด-19 มีไข้สูงร่วมกับอาการเหล่านี้ พ่อแม่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด เพราะอาจเกิดภาวะช็อกและอันตรายถึงชีวิตได้

หากสังเกตพบสัญญาณอันตรายเหล่านี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการดูแลจากกุมารแพทย์โรคหัวใจและกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านวิกฤตทันที:

  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือมีลักษณะหายใจจนอกบุ๋ม ท้องกระแทก
  • เจ็บหน้าแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม
  • ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือหมดสติ
  • ริมฝีปาก ผิวหนัง หรือเล็บเปลี่ยนเป็นสีคล้ำหรือสีม่วง (ภาวะขาดออกซิเจน)
  • มีอาการขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเด็กถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการสงสัยภาวะ MIS-C กุมารแพทย์จะทำการประเมินอาการอย่างละเอียดและส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและการทำงานของอวัยวะต่างๆ การตรวจที่สำคัญประกอบด้วย:

  • การตรวจเลือดพื้นฐาน: เพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และค่าการอักเสบในร่างกาย เช่น C-Reactive Protein (CRP) และ Erythrocyte Sedimentation Rate (ESR) ที่จะมีค่าสูงผิดปกติ
  • การตรวจสารบ่งชี้ความเสียหายของหัวใจ: เช่น การตรวจระดับ Troponin และ NT-proBNP เพื่อประเมินว่ากล้ามเนื้อหัวใจได้รับผลกระทบจากการอักเสบหรือไม่
  • การตรวจภาพถ่ายทางรังสี: เช่น เอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อดูการอักเสบในปอดหรือภาวะน้ำท่วมปอด
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram - EKG) และการอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram): เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจและตรวจดูความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจโป่งพอง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะ MIS-C จะต้องกระทำในโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของทีมกุมารแพทย์เฉพาะทางในหอผู้ป่วยวิกฤตเด็ก เนื่องจากเด็กอาจมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว แนวทางการรักษาหลักประกอบด้วยการใช้ยาเพื่อลดการอักเสบที่รุนแรงของระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่ การให้สารอิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Immunoglobulin - IVIG) และยากลุ่มสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เพื่อกดภูมิคุ้มกันที่ทำงานเกินขนาด นอกจากนี้ยังมีการให้ยาตามอาการ เช่น ยาปรับความดันโลหิต ยาต้านการแข็งตัวของเลือดในรายที่มีความเสี่ยงสูง รวมถึงการประคับประคองระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตให้กลับสู่ภาวะปกติ

คำแนะนำจากคุณหมอ: เมื่อเด็กได้รับการรักษาจนหายดีและกลับบ้านได้แล้ว พ่อแม่จะต้องพาเด็กมาพบแพทย์ตามนัดหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อติดตามการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจด้วยการทำอัลตราซาวด์ซ้ำในระยะยาว

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลเด็กที่มีไข้สูงหรือสงสัยภาวะแทรกซ้อนหลังติดเชื้อโควิด-19 มีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามทางการแพทย์ที่เคร่งครัดดังนี้:

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) กับเด็กเองโดยเด็ดขาด ยกเว้นแต่จะได้รับคำสั่งและการดูแลจากแพทย์โดยตรง เนื่องจากยาดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเลือดออกผิดปกติหรือส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตและเกล็ดเลือดในภาวะที่มีการอักเสบสูง
  • การให้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณขนาดยาให้ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้เท่านั้น และห้ามใช้เกินขนาด
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากภาวะ MIS-C เกิดจากการอักเสบของภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่การติดเชื้อแบคทีเรีย การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ช่วยรักษาโรคและอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะ MIS-C คือการป้องกันไม่ให้เด็กติดเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่แรกเริ่ม หรือหากติดเชื้อแล้ว การได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ตามคำแนะนำของกุมารแพทย์จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและการเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การส่งเสริมสุขภาพพื้นฐานของเด็กให้แข็งแรงด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนห้าหมู่ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมือบ่อยๆ และการสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่แออัด ยังคงเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยปกป้องเด็กจากโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจทุกชนิด

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

ภาวะ MIS-C เป็นโรคแทรกซ้อนที่แม้จะพบได้ไม่บ่อย แต่มีความรุนแรงและอันตรายสูง พ่อแม่จึงควรสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิดในช่วงสัปดาห์หลังหายป่วยจากโควิด-19 หากพบเด็กมีไข้สูงลอยร่วมกับอาการผิดปกติทางผิวหนัง ตาแดง ปวดท้อง หรือซึมลง ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที การรู้ทันอาการและได้รับการวินิจฉัยรักษาอย่างรวดเร็วคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เด็กปลอดภัยและหาย ข้อควรระวังทางการแพทย์: อย่ารอจนกระทั่งเด็กมีอาการช็อกหรือหมดสติจึงค่อยพามาโรงพยาบาล เพราะอาจสายเกินไป

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down