ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

"เมื่อวานปวดเข่า วันนี้ย้ายมาปวดข้อเท้า" สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามในเด็ก

เมื่อลูกน้อยบ่นปวดข้อ คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักคิดว่าเป็นเพียงอาการปวดเมื่อยธรรมดาจากการเล่นซนหรือวิ่งเล่นตามวัย ทว่าหากอาการปวดนั้นมีลักษณะพิเศษคือ ปวดสลับสับเปลี่ยนโยกย้ายจากข้อหนึ่งไปยังอีกข้อหนึ่งอย่างรวดเร็ว ร่วมกับมีอาการบวมแดงและร้อน อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นอาการของข้ออักเสบเฉียบพลันที่เป็นสัญญาณเตือนเริ่มต้นของโรคไข้รูมาติก (Acute Rheumatic Fever) ซึ่งส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อหัวใจของเด็กในระยะยาวได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ทำความเข้าใจ "อาการปวดข้อเคลื่อนที่" (Migratory Arthritis)

ลักษณะเด่นของอาการข้ออักเสบเฉียบพลันในโรคไข้รูมาติกคือ อาการปวดข้อแบบเคลื่อนที่หรือย้ายที่ (Migratory Arthritis) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวที่สังเกตได้ดังนี้

  • เกิดกับข้อต่อขนาดใหญ่: มักเกิดขึ้นกับข้อต่อใหญ่ๆ ของร่างกาย เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อศอก และข้อมือ โดยมักไม่ค่อยพบในข้อต่อขนาดเล็ก เช่น ข้อนิ้วมือหรือนิ้วเท้า
  • ย้ายตำแหน่งอย่างรวดเร็ว: อาการอักเสบจะเกิดขึ้นที่ข้อหนึ่งประมาณ 2-3 วัน จากนั้นอาการจะทุเลาลงอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับเริ่มมีอาการอักเสบที่ข้ออื่นโผล่ขึ้นมาแทน เช่น วันนี้ปวดเข่าขวา อีกสองวันต่อมาเข่าขวาหายดีแต่ย้ายไปปวดข้อเท้าซ้ายแทน
  • มีอาการอักเสบชัดเจน: ข้อที่ปวดจะมีอาการบวม แดง ร้อน และเจ็บปวดอย่างรุนแรงเมื่อสัมผัสหรือเคลื่อนไหว เด็กอาจจะปฏิเสธการเดินหรือใช้งานข้อนั้นๆ อย่างสิ้นเชิง

แยกให้ออก: ปวดข้ออักเสบรูมาติก VS ปวดเมื่อยธรรมดาจากการเล่นซน

การแยกแยะความแตกต่างระหว่างอาการปวดข้อที่เป็นอันตรายกับปวดเมื่อยทั่วไป มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพาลูกมารับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

"จุดสังเกตสำคัญคือ อาการปวดเมื่อยจากการเติบโต (Growing Pains) หรือจากการวิ่งเล่น มักไม่มีอาการบวม แดง หรือร้อนที่ข้อต่อ และเด็กยังคงทำกิจกรรมระหว่างวันได้ตามปกติ"

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างได้ดังนี้

  • ปวดเมื่อยจากการเล่นซนหรือปวดตามวัย (Growing Pains): มักปวดในช่วงเย็นหรือกลางคืน นอนหลับแล้วตื่นมาตอนเช้าจะหายเป็นปกติ ไม่มีอาการข้อบวม แดง หรือร้อนร่วมด้วย และมักปวดทั้งสองข้างพร้อมกัน
  • ข้ออักเสบเฉียบพลันจากไข้รูมาติก: มีอาการปวดตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน มีอาการบวม แดง และร้อนที่ข้ออย่างชัดเจน เด็กจะเดินกะเผลกหรือไม่ยอมลงน้ำหนัก ร่วมกับมีไข้สูง และมักมีประวัติเป็นไข้หวัด เจ็บคอ หรือต่อมทอนซิลอักเสบนำมาก่อนประมาณ 2-3 สัปดาห์

การประเมินทางคลินิกและการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ

เมื่อกุมารแพทย์สงสัยภาวะไข้รูมาติก จะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์ (Jones Criteria) ควบคู่ไปกับการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันผล ดังนี้

  • การตรวจหาค่าการอักเสบในเลือด: แพทย์จะส่งตรวจเลือดหาค่า ESR (Erythrocyte Sedimentation Rate) และ CRP (C-reactive protein) ซึ่งจะพบค่าที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บ่งชี้ว่าร่างกายกำลังเกิดปฏิกิริยาข้ออักเสบเฉียบพลันและการอักเสบในระบบต่างๆ
  • การตรวจหาหลักฐานการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส: เนื่องจากโรคนี้เกิดตามหลังการติดเชื้อแบคทีเรียที่คอ แพทย์จึงต้องตรวจเลือดหาค่าแอนติบอดี เช่น ASOT (Antistreptolysin O titer) หรือทำการเพาะเชื้อจากป้ายคอ (Throat culture)
  • การตรวจการทำงานของหัวใจ: ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) เพื่อประเมินว่ามีการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจหรือลิ้นหัวใจร่วมด้วยหรือไม่

แนวทางการรักษาและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ

เป้าหมายสำคัญของการรักษาคือการบรรเทาอาการอักเสบ กำจัดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุ และที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายถาวรต่อลิ้นหัวใจ (Rheumatic Heart Disease)

1. การบรรเทาอาการอักเสบของข้อ

การรักษาอาการข้ออักเสบเฉียบพลันจะใช้ยาต้านการอักเสบในกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาแอสไพริน (Aspirin) ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ยาเหล่านี้จะช่วยให้อาการปวดและบวมลดลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดให้เด็กรับประทานเองก่อนพบแพทย์ เพราะอาจบดบังอาการปวดข้อเคลื่อนที่ ทำให้วินิจฉัยโรคได้ยากขึ้น

2. การกำจัดเชื้อแบคทีเรีย

แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนนิซิลินเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มสเตรปโตค็อกคัส กรุ๊ปเอ (Group A Streptococcus) ที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายให้หมดสิ้น แม้ว่าอาการเจ็บคอในตอนแรกจะหายไปแล้วก็ตาม

3. การป้องกันความเสียหายต่อหัวใจในระยะยาว

หัวใจเป็นอวัยวะสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากโรคไข้รูมาติก หากปล่อยให้เกิดหัวใจอักเสบ (Carditis) อาจทำให้ลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบถาวร เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้จึงจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อซ้ำในระยะยาว อาจเป็นในรูปแบบยากินทุกวันหรือยาฉีดทุก 3-4 สัปดาห์ ต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปีตามที่แพทย์กำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้โรคไข้รูมาติกกลับมาเป็นซ้ำอันจะสร้างความเสียหายต่อหัวใจเพิ่มขึ้น

หากบุตรหลานมีอาการปวดข้อที่มีลักษณะโยกย้าย ร่วมกับมีไข้ หรือพึ่งหายจากอาการเจ็บคอไม่นาน การรีบนำเด็กมาพบกุมารแพทย์เพื่อประเมินอาการข้ออักเสบเฉียบพลันอย่างทันท่วงที คือหัวใจสำคัญในการปกป้องสุขภาพและหัวใจดวงน้อยของลูกให้แข็งแรงและเติบโตอย่างปลอดภัย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down