ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องการใช้ยาในคุณแม่ให้นมบุตรและภาพรวมของอาการเจ็บป่วย

ช่วงเวลาของการให้นมบุตรเป็นช่วงเวลาที่ละอ่อนและต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษ เนื่องจากทุกสิ่งที่แม่รับประทานเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นอาหาร วิตามิน หรือยาแผนโบราณและแผนปัจจุบัน ต่างมีโอกาสถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและส่งผ่านต่อไปยังน้ำนมแม่ได้เสมอ การเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่น ไข้หวัด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ท้องเสีย หรืออาการแพ้ จึงสร้างความกังวลใจให้กับคุณแม่เป็นอย่างมากว่าควรจะบรรเทาอาการอย่างไรโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและพัฒนาการของทารกน้อยวัยแบเบาะที่กำลังดื่มนมแม่

ในทางการแพทย์ การใช้ยาในคุณแม่ให้นมบุตรจำเป็นต้องอาศัยหลักการประเมินความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยพิจารณาจากปริมาณยาที่ขับออกทางน้ำนม อายุของทารก (ทารกแรกเกิดและทารกคลอดก่อนกำหนดมีความเสี่ยงสูงกว่าเด็กโต) รวมถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับทารก การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับยาที่ปลอดภัยและแนวทางการดูแลสุขภาพเบื้องต้นที่บ้าน จะช่วยให้คุณแม่สามารถฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งรักษาความต่อเนื่องของการให้นมบุตรได้อย่างมั่นใจ

สาเหตุและกลไกการส่งผ่านยาจากแม่สู่นมบุตร

เมื่อคุณแม่รับประทานยาเข้าไป ยาจะถูกดูดซึมผ่านทางกระบวนการย่อยอาหารเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ จากนั้นยาจะกระจายตัวไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ รวมถึงต่อมน้ำนมด้วย กระบวนการที่ยาจะผ่านจากเลือดของแม่เข้าไปสู่น้ำนมนั้นเกิดขึ้นผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ของต่อมน้ำนม โดยมีปัจจัยทางเภสัชจลนศาสตร์หลายประการเป็นตัวกำหนด ได้แก่ ความสามารถในการละลายในไขมันของยา (ยาทีละลายในไขมันได้ดีจะผ่านเข้าสู่น้ำนมได้มาก) ระดับการจับกับโปรตีนในเลือดของยา (เฉพาะส่วนที่เหลืออิสระในเลือดเท่านั้นที่ผ่านเข้าสู่น้ำนมได้) และความเป็นกรดด่างของน้ำนมเปรียบเทียบกับเลือด

ทารกได้รับยาเหล่านี้ผ่านทางการดูดนมแม่ แม้ว่าปริมาณยาที่ทารกได้รับมักจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับขนาดที่แม่ได้รับ แต่ทารก โดยเฉพาะทารกในช่วงสามเดือนแรกของชีวิต ยังมีระบบการทำงานของตับและไตในการขับยาออกจากร่างกายที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ยาอาจสะสมในร่างกายและเกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ง่าย ดังนั้น การเลือกใช้ยาจึงต้องเลือกยาที่มีความปลอดภัยสูง มีระยะเวลาขับออกจากร่างกายสั้น และมีการศึกษาทางการแพทย์รองรับอย่างชัดเจน

อาการเจ็บป่วยที่พบบ่อยและการประเมินความรุนแรง

อาการเจ็บป่วยที่มักเกิดขึ้นบ่อยในคุณแม่ให้นมบุตร ได้แก่ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนหรือไข้หวัด ซึ่งมักมีอาการไข้ต่ำๆ คัดจมูก น้ำูกไหล ไอ และเจ็บคอ อาการปวดศีรษะจากความเครียดหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ อาการปวดเมื่อยตามร่างกายจากการอุ้มให้นมบุตรในท่าเดิมนานๆ หรืออาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษ

ในระยะเริ่มต้น คุณแม่อาจมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น รู้สึกระคายคอ ครั่นเนื้อครั่นตัว หากได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอและดูแลตนเองอย่างถูกวิธี อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในสองถึงสามวัน แต่หากอาการลุกลามจนกลายเป็นไข้สูง ไอมีเสมหะข้นเขียว ปวดศีรษะรุนแรง หรือมีอาการอาเจียนท้องเสียจนร่างกายอ่อนเพลีย จำเป็นต้องอาศัยการรักษาด้วยยาและการดูแลที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้โรคดำเนินไปสู่ภาวะแทรกซ้อน

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากคุณแม่มีอาการเหล่านี้ ห้ามรอช้าและควรไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง:
  • มีไข้สูงมากกว่าสามสิบแปดองศาเซลเซียสติดต่อกันเกินสามวัน หรือไข้สูงลอยที่ไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย เจ็บแน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด
  • ปวดศีรษะรุนแรงมากร่วมกับมีอาการตามัว คลื่นไส้อาเจียนพุ่ง
  • มีผื่นขึ้นตามร่างกายร่วมกับอาการบวมที่ใบหน้าหรือริมฝีปาก
  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด รู้สึกสับสน หรือหมดสติ
  • มีอาการปวดท้องรุนแรง ท้องเสียถ่ายเป็นมูกเลือด หรือมีสัญญาณของภาวะขาดน้ำรุนแรง

วิธีดูแลรักษาและกลุ่มยาที่ปลอดภัยสำหรับแม่ให้นมบุตร

การรักษาอาการเจ็บป่วยในแม่ให้นมบุตรประกอบด้วยการรักษาตามอาการและการใช้ยาที่ปลอดภัยภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

ยากลุ่มที่ปลอดภัยและสามารถใช้ได้

  • ยาลดไข้และบรรเทาปวด: ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นตัวเลือกแรกที่ปลอดภัยที่สุด ขนาดยาที่เหมาะสมคือน้ำหนักตัวคูณสิบถึงสิบห้ามิลิกรัมทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีอาการ ห้ามรับประทานเกินขนาดที่กำหนด
  • ยาแก้แพ้ลดน้ำมูก: สามารถใช้ยาในกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงซึม เช่น เซทิริซีน (Cetirizine) หรือลดาราทาดิน (Loratadine) เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบเรื่องอาการง่วงซึมที่อาจส่งผลต่อการดูแลทารก
  • ยาแก้ไอและละลายเสมหะ: สามารถใช้ยาแก้ไอขับเสมหะพื้นฐานตามคำแนะนำของเภสัชกร โดยหลีกเลี่ยงยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของโคเดอีน
คำแนะนำจากคุณหมอ: ก่อนการซื้อยาใดๆ ทุกครั้ง คุณแม่ควรอ่านฉลากยาหรือปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งว่ายานั้นปลอดภัยสำหรับการให้นมบุตรหรือไม่ ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อมากินเองเด็ดขาดหากยังไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

มียากลุ่มอันตรายและข้อห้ามเด็ดขาดที่คุณแม่ให้นมบุตรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อความปลอดภัยของทารก ได้แก่

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในการลดไข้: เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ซินโดรม (Rye syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตในเด็ก
  • ระมัดระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): แม้จะใช้ได้ในบางกรณี แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหรือสงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออก
  • ห้ามใช้ยาสมุนไพรหรือยาชุดโบราณที่ไม่มีฉลากระบุส่วนผสมชัดเจน: เพราะอาจมีสารปนเปื้อนหรือตัวยาอันตรายที่ขับออกทางน้ำนมได้
  • หลีกเลี่ยงยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ทำให้ง่วงซึมรุนแรง: เช่น คลอเฟนิรามีนในปริมาณสูงติดต่อกันนานเกินไป เพราะอาจทำให้ยาสะสมและส่งผลให้ทารกซึม ดูดนมน้อยลงได้

วิธีดูแลสุขภาพเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกสุขลักษณะ

นอกจากการใช้ยาอย่างเหมาะสมแล้ว การดูแลตัวเองที่บ้านอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น:

  • พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับในเวลาเดียวกับที่ทารกนอน
  • ดื่มน้ำเปล่าสะอาดในปริมาณที่มากกว่าปกติ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากไข้และช่วยกระบวนการสร้างน้ำนม
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนห้าหมู่ เน้นอาหารย่อยง่ายและมีวิตามินสูง
  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสตัวทารกทุกครั้ง สวมหน้ากากอนามัยหากมีอาการไอหรือจัน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ลูกน้อย

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการเจ็บป่วยเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่คุณแม่สามารถทำได้ เริ่มต้นด้วยการรับการฉีดวัคซีนที่จำเป็น เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ซึ่งมีความปลอดภัยสูงในหญิงให้นมบุตรและช่วยปกป้องทั้งแม่และลูกจากการติดเชื้อ รักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายเบาๆ เมื่อร่างกายพร้อม และบริหารความเครียดให้ดี เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปคำแนะนำสำหรับคุณแม่ให้นมบุตร

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับคุณแม่:
1. ประเมินอาการเบื้องต้นและพักผ่อนให้เพียงพอ
2. หากมีไข้หรือปวดศีรษะ สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลตามขนาดยาที่เหมาะสม
3. หลีกเลี่ยงยาแอสไพริน ยาปฏิชีวนะ และยาสมุนไพรที่ไม่มีใบรับรอง
4. ดื่มน้ำมากๆ และรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด
5. ไปพบแพทย์ทันทีหากมีสัญญาณอันตราย เช่น ไข้สูงไม่ลด หรือหายใจหอบเหนื่อย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down