ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

แม่ให้นมบุตรกินยาอะไรได้บ้าง: ทำความเข้าใจหลักการใช้ยาช่วงให้นมบุตร

การเป็นคุณแม่ให้นมบุตรย่อมต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นมา การเลือกรับประทานยาจึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถตัดสินใจทำตามอำเภอใจได้อีกต่อไป เนื่องจากยาหลายชนิดสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายตัวเข้าไปอยู่ในน้ำนมแม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทารกน้อยที่กำลังดื่มนมแม่ได้โดยตรง บทความฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้อง ปลอดภัย และครอบคลุมเกี่ยวกับแนวทางการใช้ยาในคุณแม่ให้นมบุตร ทั้งยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก และยาปฏิชีวนะ เพื่อให้คุณแม่สามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างมั่นใจโดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยของลูกน้อย

กลไกการส่งผ่านยาจากแม่สู่น้ำนมและการพิจารณาความปลอดภัย

เมื่อคุณแม่รับประทานยาเข้าไป ตัวยาจะถูกดูดซึมผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นเลือดที่มีส่วนผสมของยาจะไหลเวียนผ่านต่อมน้ำนม ซึ่งมีกระบวนการกรองสารต่างๆ เข้าสู่คือน้ำนม ปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่ายาตัวใดจะผ่านเข้าไปในน้ำนมมากหรือน้อยเพียงใด ได้แก่ ความสามารถในการละลายในไขมัน น้ำหนักโมเลกุลของยา และความสามารถในการจับกับโปรตีนในเลือด ทารกแรกเกิดและทารกในช่วงหกเดือนแรกยังมีอวัยวะภายใน เช่น ตับและไต ที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ทำให้ความสามารถในการขับยาออกจากร่างกายทำได้ช้ากว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น หากแม่ได้รับยาที่มีฤทธิ์กดประสาทหรือยาที่มีความรุนแรง ตัวยาอาจสะสมในร่างกายของทารกและก่อให้เกิดอันตรายได้

คำแนะนำจากคุณหมอ: คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนซื้อยารับประทานเอง แม้จะเป็นยาที่เคยใช้เป็นประจำก่อนตั้งครรภ์ก็ตาม เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทารกน้อย

รายชื่อยาแก้แพ้และยาลดน้ำมูกที่ปลอดภัยสำหรับแม่ให้นมบุตร

อาการภูมิแพ้ น้ำมูกไหล คัดจมูก และจาม เป็นอาการที่พบบ่อยในคุณแม่เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและสภาพแวดล้อม การเลือกใช้ยาแก้แพ้ (Antihistamines) และยาลดน้ำมูกต้องพิจารณาจากกลุ่มยา ดังนี้

  • ยากลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงนอน (Second-generation antihistamines): เช่น ลอทาดีน (Loratadine) และเซทิริซีน (Cetirizine) ถือเป็นกลุ่มยาที่ปลอดภัยและเป็นตัวเลือกแรกสำหรับคุณแม่ให้นมบุตร เนื่องจากยามีการผ่านเข้าสู่ L-น้ำนมน้อยมาก และไม่ค่อยส่งผลให้ทารกง่วงซึม
  • ยากลุ่มที่ทำให้ง่วงนอน (First-generation antihistamines): เช่น คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) แม้จะสามารถใช้ได้ แต่ตัวยาอาจผ่านสู่น้ำนมและทำให้ทารกเกิดอาการง่วงซึม ดูดนมน้อยลง หรือหงุดหงิดได้ หากจำเป็นต้องใช้ควรใช้ในขนาดต่ำและระยะเวลาสั้นๆ
  • ยาลดอาการคัดจมูก (Decongestants): เช่น ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากยามีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัว ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณน้ำนมแม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และอาจทำให้ทารกกระสับกระส่าย หากมีอาการคัดจมูก แนะนำให้ใช้การพ่นจมูกด้วยน้ำเกลือ (Saline nasal spray) หรือการสูดไอระเหยจากน้ำอุ่นก่อน

ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) กับความปลอดภัยในการให้นมบุตร

เมื่อคุณแม่เกิดอาการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ การได้รับยาปฏิชีวนะถือเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ใช่ทุกชนิดที่จะปลอดภัยสำหรับทารก

  • ยากลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillins) และเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins): เช่น อะม็อกซิลลิน (Amoxicillin) เป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะที่มีความปลอดภัยสูงมากสำหรับแม่ให้นมบุตร เนื่องจากยามีการผ่านสู่น้ำนมในปริมาณที่น้อยมากและแทบไม่ส่งผลกระทบอันใดต่อทารก
  • ยากลุ่มมาโครไลด์ (Macrolides): เช่น อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) หรืออิริโทรมัยซิน (Erythromycin) สามารถใช้ได้ในกรณีที่คุณแม่แพ้ยากลุ่มเพนิซิลลิน
  • ยาปฏิชีวนะที่ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ด้วยความระมัดระวังสูงสุด: เช่น ยากลุ่มเตไซคลิน (Tetracyclines) และฟลูออโรควิโนโลน (Fluoroquinolones) เนื่องจากอาจส่งผลต่อการพัฒนาของกระดูกและข้อของทารก รวมถึงอาจทำลายแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ของทารกด้วย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองเด็ดขาดเมื่อมีอาการเจ็บคอหรือเป็นหวัด เนื่องจากอาการส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ในการรักษาและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาตามมา

สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันทีและข้อควรปฏิบัติ

หากคุณแม่รับประทานยาแล้วสังเกตพบความผิดปกติในตัวทารก เช่น ทารกซึมมากผิดปกติ ไม่ยอมดูดนม ร้องกวนต่อเนื่อง อาเจียน หรือมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์ทันที นอกจากนี้ หากคุณแม่มีอาการไข้สูงเกินสามวัน หายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก หรือมีอาการติดเชื้อรุนแรง ห้ามฝืนรักษาตัวเองที่บ้าน ควรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม

กลยุทธ์การบริหารเวลาในการกินยาเพื่อความปลอดภัยของลูก

สำหรับคุณแม่ที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาบางชนิดที่มีการขับออกทางน้ำนมในระดับปานกลาง แพทย์อาจแนะนำเทคนิคการบริหารเวลาเพื่อลดปริมาณยาที่ทารกจะได้รับ เช่น การรับประทานยาทันทีหลังจากให้นมลูกเสร็จ หรือการให้นมลูกก่อนช่วงเวลาที่ยาจะออกฤทธิ์สูงสุดในกระแสเลือด (Peak plasma concentration) เพื่อเว้นช่วงเวลาให้ร่างกายแม่ขับยาออกไปบ้างก่อนจะถึงรอบให้นมถัดไป

บทสรุปและเช็กลิสต์สำหรับคุณแม่ให้นมบุตร

การใช้ยาในช่วงให้นมบุตรไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และเภสัชกรอย่างเคร่งครัด คุณแม่สามารถดูแลสุขภาพของตนเองให้หายจากอาการเจ็บป่วยได้อย่างปลอดภัย เพื่อทำหน้าที่ดูแลลูกน้อยได้อย่างเต็มที่

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down