เจาะลึกภาวะตัวเหลืองในทารกที่กินนมแม่อย่างเดียว
ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิดเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในทารกที่ได้รับนมแม่อย่างเดียว ซึ่งมักสร้างความวิตกกังวลให้กับคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงเป็นอย่างมาก ในทางการแพทย์ภาวะนี้เกิดจากการมีสารสีเหลืองที่เรียกว่า บิลลูบิน (Bilirubin) คั่งอยู่ในกระแสเลือดมากกว่าปกติ ทำให้ผิวหนังและตาขาวของทารกเปลี่ยนเป็นสีเหลือง การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ กลไกการเกิด และการแยกแยะระหว่างภาวะตัวเหลืองปกติกับภาวะตัวเหลืองที่เป็นอันตราย จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในการดูแลทารกในช่วงสัปดาห์แรกของชีวิต เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงต่อระบบประสาท
สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะตัวเหลืองจากนมแม่
ทารกที่กินนมแม่อย่างเดียวสามารถเกิดภาวะตัวเหลืองได้จากสองกลไกหลักที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งแพทย์จำเป็นต้องทำการวินิจฉัยแยกโรคอย่างละเอียด
ภาวะตัวเหลืองจากการได้รับนมแม่ไม่เพียงพอ
ภาวะนี้มักเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอด (มักพบในช่วงวันที่สองถึงวันที่สัปดาห์แรก) สาเหตุหลักมาจากการที่ทารกดูดนมแม่ได้น้อย หรือน้ำนมของคุณแม่ยังมาไม่
เต็มที่ ส่งผลให้ทารกได้รับปริมาณสารอาหารและน้ำไม่เพียงพอ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ไม่เต็มที่ อุจจาระและปัสสาวะน้อยลง สารบิลลูบินที่ควรถูกขับออกจากร่างกายทางอุจจาระจึงถูกดูดกลับเข้าสู่กระแสเลือดอีกครั้งตามวงจรอุจจาระตับ (Enterohepatic Circulation)
ภาวะตัวเหลืองจากน้ำนมแม่
ภาวะนี้จะแตกต่างออกไปเพราะมักเกิดขึ้นในทารกที่ดื่มนมแม่ได้ดี น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ปกติ และมีสุขภาพแข็งแรงดี โดยมักจะเริ่มแสดงอาการตัวเหลืองหลังอายุเจ็ดวันไปแล้ว และอาจคงอยู่ได้นานหลายสัปดาห์หรืออาจนานถึงสองถึงสามเดือน สาเหตุเกิดจากสารบางชนิดที่มีอยู่ในน้ำนมแม่ไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ในตับในการกำจัดบิลลูบินออก
แต่ภาวะนี้โดยทั่วไปไม่อันตรายหากทารกมีพัฒนาการปกติ
อาการแสดงสำคัญและการสังเกตความผิดปกติ
การสังเกตอาการตัวเหลืองในทารกต้องทำในห้องที่มีแสงสว่างธรรมชาติเพียงพอ โดยใช้นิ้วกดลงบนผิวหนังของทารกแล้วปล่อย เพื่อดูสีผิวบริเวณใต้รอยกดว่ามีสีเหลืองหรือไม่ ลำดับการกระจายของสารบิลลูบินมักจะเริ่มจากใบหน้า ลงมาที่หน้าอก หน้าท้อง แขนขา และฝ่ามือฝ่าเท้าตามลำดับ หากเหลืองลงมาถึงระดับเข่าหรือฝ่าเท้า ถือว่าเป็นระดับที่สูงและควรได้รับการตรวจระดับเลือดทันที นอกจากนี้ต้องสังเกตสีอุจจาระและปัสสาวะร่วมด้วย โดยอุจจาระควรมีสีเหลืองทองหรือเขียว หากอุจจาระมีสีซีดเหมือนโคลนหรือสีขาว และปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนชาแก่ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางเดินน้ำดีอุดตัน
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
แม้ภาวะตัวเหลืองส่วนใหญ่จะเป็นภาวะชั่วคราวและหายได้เอง แต่มีกลุ่มอาการที่เป็นสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย พ่อแม่ต้องรีบนำทารกส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน
- ทารกมีอาการซึมมากปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมดูดนมแม่เลย
- ร้องไห้เสียงแหลมสูงผิดปกติ หรือมีภาวะเกร็งตัว
- ตัวเหลืองลามลงมาถึงฝ่ามือและฝ่าเท้าอย่างรวดเร็ว
- มีไข้ร่วมด้วย หรือมีอาการอาเจียนพุ่ง
- อุจจาระมีสีซีดขาวและปัสสาวะมีสีเข้มจัด
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อทารกมีอาการตัวเหลือง กุมารแพทย์จะทำการประเมินอย่างเป็นระบบเริ่มจากการซักประวัติการให้นม ปริมาณปัสสาวะและอุจจาระ ประวัติกรุ๊ปเลือดของแม่และเด็ก จากนั้นจะทำการตรวจร่างกาย และอาจพิจารณาเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับสารบิลลูบินในเลือด (Total and Direct Bilirubin) รวมถึงการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) และกลุ่มเลือด เพื่อหาสความผิดปกติอื่น เช่น ภาวะความไม่เข้ากันของหมู่เลือดแม่และลูก (ABO incompatibility หรือ Rh incompatibility) หรือภาวะพร่องเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD deficiency)
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาภาวะตัวเหลืองขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง อายุของทารก และสาเหตุที่พบ โดยมีแนวทางหลักดังนี้
การรักษาด้วยการส่องไฟ (Phototherapy)
หากระดับบิลลูบินสูงเกินเกณฑ์ความปลอดภัย ทารกจะได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟในตู้อบ แสงไฟที่มีความยาวคลื่นเฉพาะจะช่วยเปลี่ยนสภาพของสารบิลลูบินที่ผิวหนังให้อยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้ดีขึ้น และสามารถขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะและอุจจาระได้โดยไม่ต้องผ่านตับ ในระหว่างการส่องไฟ พกจะได้รับการปิดตาเพื่อป้องกันอันตรายต่อจอประสาทตาและถอดเสื้อผ้าเพื่อให้ผิวสัมผัสกับแสงมากที่สุด
การเปลี่ยนถ่ายเลือด (Exchange Transfusion)
ในกรณีที่ระดับบิลลูบินสูงวิกฤต หรือมีอาการแสดงทางระบบประสาทที่อันตราย แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการเปลี่ยนถ่ายเลือด เพื่อลดระดับบิลลูบินอย่างรวดเร็วและป้องกันสารบิลลูบินซึมเข้าสู่สมอง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมองที่เรียกว่า เคอร์นิเทอร์ส (Kernicterus) ที่ส่งผลให้เกิดความพิการทางสมองถาวร
การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
สำหรับทารกที่มีภาวะตัวเหลืองจากนมแม่และมีอาการไม่รุนแรง แพทย์มักจะแนะนำให้คุณแม่ดำเนินการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อไปอย่างสม่ำเสมอ โดยเพิ่มความถี่ในการให้นมให้บ่อยขึ้น (ทุกสองถึงสามชั่วโมง) เพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำนมและเพิ่มรอบการขับถ่ายของทารก ควรงดการให้น้ำหรือน้ำหวานแกทารกแรกเกิด เพราะจะทำให้ทารกอิ่มและลดปริมาณการดูดนมแม่ลง ซึ่งจะยิ่งทำให้อาการตัวเหลืองแย่ลงไปอีก
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล
- สังเกตสีผิวและตาขาวของทารกในห้องที่มีแสงธรรมชาติสม่ำเสมอทุกวัน
- บันทึกจำนวนครั้งของการดูดนม ปัสสาวะ และอุจจาระในแต่ละวัน
- หากสังเกตเห็นตัวเหลืองลามถึงหน้าท้องหรือขา หรือทารกซึมลง ไม่ยอมดูดนม ควรรีบพบแพทย์ทันที
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของกุมารแพทย์อย่างเคร่งครัด และห้ามใช้วิธีการพื้นบ้านเช่นการให้กินสมุนไพรเด็ดขาด