ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความเข้าใจภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิดที่กินนมแม่

ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิดเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากในเวชปฏิบัติกุมารเวชศาสตร์ โดยพบได้ประมาณร้อยละหกสิบในทารกคลอดครบกำหนด และสูงถึงร้อยแปดสิบในทารกคลอดก่อนกำหนด สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่สังเกตเห็นว่าลูกน้อยมีผิวหนังหรือตาขาวออกสีเหลือง แม้ว่าจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว 100 เปอร์เซ็นต์ อาจสร้างความวิตกกังวลใจไม่น้อยว่าเกิดจากสาเหตุใด นมแม่มีสารพิษหรือไม่ หรือลูกกำลังเจ็บป่วยรุนแรงในโรคตับหรือไม่ ในความเป็นจริง ภาวะตัวเหลืองในทารกที่กินนมแม่แบ่งออกเป็นกลุ่มที่ไม่อันตรายและกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดจากแพทย์เฉพาะทางกุมารเวชศาสตร์ การทำความเข้าใจกลไกและสังเกตอาการอย่างแม่นยำจึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องสมองและพัฒนาการของลูกน้อย

สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะตัวเหลืองจากนมแม่

สาเหตุของภาวะตัวเหลืองในทารกที่ดื่มนมแม่อย่างเดียวนั้น ทางการแพทย์แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักที่มีกลไกการเกิดโรคและความรุนแรงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

ภาวะตัวเหลืองจากน้ำนมแม่น้อยในช่วงสัปดาห์แรก

ภาวะนี้เรียกว่า Breastfeeding Jaundice มักเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอด (มักพบวันที่สองถึงวันที่สี่) เกิดจากกระบวนการผลิตน้ำนมของคุณแม่ยังหลั่งออกมาได้น้อยในระยะแรก ทำให้ทารกได้รับปริมาณนมและน้ำไม่เพียงพอ ส่งผลให้ทารกถ่ายอุขาระน้อย (ขี้เทาขับออกได้ไม่ดี) ร่างกายจึงเกิดกระบวนการดูดซึมบิลิรูบิน (Bilirubin) กลับจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดซ้ำอีกครั้ง ประกอบกับตับของทารกแรกเกิดยังทำงานได้ไม่เต็มที่ในการกำจัดสารสีเหลืองชนิดนี้ จึงทำให้ผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างเห็นได้ชัด

ภาวะตัวเหลืองจากสารในน้ำนมแม่ระยะยาว

ภาวะนี้เรียกว่า Breast Milk Jaundice มักเกิดขึ้นหลังจากสัปดาห์แรกผ่านไปแล้ว (มักเริ่มวันที่เจ็ดถึงวันที่สิบสี่ และอาจคงอยู่ได้นานหนึ่งถึงสามเดือน) กลไกเกิดจากสารเคมีบางชนิดที่มีอยู่ในน้ำนมแม่ เช่น เอนไซม์เบต้ากลูโครูนิเดส (Beta-glucuronidase) ที่ไปเพิ่มการดูดซึมบิลิรูบินกลับจากลำไส้ของทารกเข้าสู่กระแสเลือดมากกว่าปกติ ทารกในกลุ่มนี้จะมีสุขภาพแข็งแรงดี ดูดนมเก่ง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ปกติ อุจจาระและปัสสาวะเป็นปกติทุกประการ ภาวะนี้ไม่อันตรายและมักจะหายไปได้เองเมื่อตับของทารกเติบโตและพัฒนาขึ้นจนสามารถขับบิลิรูบินได้ดีขึ้น

คำแนะนำจากคุณหมอ: การเกิดภาวะตัวเหลืองจากนมแม่ทั้งสองแบบนี้ ไม่ได้แปลว่านมแม่ไม่ดีหรือคุณแม่ต้องหยุดให้นมลูกทันที ในทางตรงข้าม นมแม่คืออาหารที่ดีที่สุดที่มีสารอาหารและภูมิต้านทานสูงสุด การจัดการที่ถูกต้องคือการประเมินปริมาณนมและการตรวจวัดระดับบิลิรูบินในเลือดโดยแพทย์ เพื่อแยกว่าเป็นภาวะปกติหรือเกิดจากสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะความเข้ากันไม่ได้ของหมู่เลือดแม่และลูก

อาการแสดงสำคัญและการสังเกตระดับความเหลือง

อาการแสดงหลักคือผิวหนังและตาขาวมีสีเหลือง ซึ่งทารกจะมีลำดับการกระจายของสีเหลืองจากบนลงล่างตามระดับความรุนแรงในกระแสเลือด โดยเริ่มต้นจากบริเวณใบหน้า ลามลงมาที่คอ หน้าอก หน้าท้อง แขนขา และฝ่ามือฝ่าเท้าตามลำดับ

อาการแสดงร่วมที่ต้องสังเกต

  • ทารกดูดนมได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
  • ง่วงซึมมากกว่าปกติปลุกตื่นยาก
  • ร้องกวนเสียงแหลมสูงผิดปกติ
  • ปัสสาวะมีสีเข้มจัดคล้ายสีชาดำ
  • อุจจาระมีสีซีดขาวเหมือนสีดินน้ำมัน (ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของโรคท่อน้ำดีตีบตันที่ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วน)

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ระดับบิลิรูบินที่สูงมากเกินไปในกระแสเลือด (Severe Hyperbilirubinemia) สามารถซึมผ่านเข้าสู่เนื้อสมองของทารก และก่อให้เกิดภาวะพิษจากบิลิรูบินในสมอง (Kernicterus) ซึ่งจะส่งผลให้ทารกมีความพิการทางสมองถาวร สูญเสียการได้ยิน หรือพัฒนาการล่าช้า คุณพ่อคุณแม่จึงต้องสังเกตสัญญาณอันตรายดังนี้

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากทารกมีอาการเหล่านี้ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงนัดหมาย
  • ตัวเหลืองลามลงมาถึงฝ่ามือและฝ่าเท้า
  • ทารกซึมมาก ไม่ยอมตื่นมากินนม
  • มีอาการเกร็งตัว แอ่นตัว หรืออ่อนปวกเปียก
  • ร้องไห้เสียงแหลมผิดปกติ
  • มีไข้ร่วมด้วย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อทารกมาพบแพทย์ด้วยอาการตัวเหลือง แพทย์จะทำการประเมินด้วยกระบวนการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ดังนี้

  • การซักประวัติการตั้งครรภ์ หมู่เลือดของมารดา ประวัติการให้นม และรูปแบบการขับถ่ายของทารก
  • การตรวจร่างกายเพื่อประเมินระดับความเหลืองตามผิวหนังและอวัยวะต่างๆ
  • การเจาะเลือดตรวจระดับบิลิรูบินรวม (Total Bilirubin) และชนิดที่ละลายน้ำได้ (Direct Bilirubin) เพื่อประเมินความรุนแรงและหาสาเหตุ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจหมู่เลือดของแม่และลูก (ABO and Rh grouping) การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) และการตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในทารก

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิดจะพิจารณาตามอายุของทารกและระดับความเข้มข้นของบิลิรูบินในเลือด โดยมีแนวทางหลักดังนี้

การรักษาด้วยแสงบำบัด (Phototherapy)

เป็นการรักษามาตรฐานทางการแพทย์ โดยให้ทารกนอนเปลือยกายใต้หลอดไฟที่มีคลื่นแสงเฉพาะ (มักเป็นแสงสีฟ้า) ซึ่งแสงนี้จะช่วยเปลี่ยนโครงสร้างของสารบิลิรูบินที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังให้กลายเป็นสารละลายน้ำที่สามารถขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระได้ง่ายขึ้น โดยขณะทำการรักษา พนักงานทางการแพทย์จะปิดตาของทารกเพื่อป้องกันอันตรายต่อจอประสาทตา

การปรับปรุงเทคนิคการให้นมแม่

หากเกิดจากภาวะได้รับนมไม่เพียงพอ กุมารแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะช่วยประเมินท่าอุ้มให้นม ตรวจสอบการอมหัวนมของทารก กระตุ้นการผลิตน้ำนมของคุณแม่ และส่งเสริมให้ทารกได้ดูดนมบ่อยขึ้น (แปดถึงสิบสองครั้งต่อวัน) เพื่อเพิ่มการขับถ่ายขี้เทาและลดการดูดซึมสารเหลืองซ้ำ

การเปลี่ยนถ่ายเลือด (Exchange Transfusion)

ในกรณีที่ระดับบิลิรูบินสูงมากจนถึงเกณฑ์วิกฤต หรือมีอาการแสดงทางสมองร่วมด้วย แพทย์จะพิจารณาทำกระบวนการเปลี่ยนถ่ายเลือดเพื่อลดระดับบิลิรูบินอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายต่อสมองถาวร

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

มีความเชื่อที่คลาดเคลื่อนหลายประการในการดูแลทารกตัวเหลือง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด

  • ห้ามนำทารกไปตากแดดที่ระเบียงหรือหน้าต่างเด็ดขาด วิธีนี้ไม่สามารถรักษาภาวะตัวเหลืองได้ แต่จะทำให้ผิวหนังทารกไหม้แดด ขาดน้ำ และอาจเกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงเกินไป (Hyperthermia)
  • ห้ามหยุดให้นมแม่เองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะนมแม่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโต
  • ห้ามป้อนน้ำ น้ำขัดข้าว หรือน้ำสมุนไพรใดๆ ให้ทารกกินเด็ดขาด เนื่องจากกระเพาะอาหารของทารกแรกเกิดมีขนาดเล็กมาก การให้น้ำจะไปแทนที่นมแม่และอาจทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในทางเดินอาหารได้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพระยะยาว

การป้องกันและดูแลทารกในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอดสามารถทำได้โดยการให้ทารกดูดนมแม่อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ช่วงแรกคลอด สังเกตการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระว่าปกติหรือไม่ (ปัสสาวะควรใสหรือสีเหลืองอ่อนอย่างน้อยหกครั้งต่อวันหลังวันที่ห้า) และมาพบแพทย์ตามนัดหมายตรวจสุขภาพหลังคลอดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้แพทย์ประเมินภาวะตัวเหลืองได้อย่างทันท่วงที

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down