ทำไมต้องโภชนาการและการใช้ชีวิตของคุณแม่ให้นมบุตร
การให้นมแม่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตทารก นมแม่ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งสารอาหารที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่ยังมีภูมิคุ้มกันและสารชีวโมเลกุลที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางสมองอย่างเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม สารอาหาร ยา เครื่องดื่มคาเฟอีน และแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่ร่างกายของคุณแม่ สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและขับออกมาทางน้ำนม (Breast Milk) ได้ในระดับที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการส่งผ่านสารเหล่านี้จึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องทารกจากการได้รับสารกระตุ้นหรือสารพิษอันไม่พึงประสงค์
กลไกการส่งผ่านสารอาหารและเครื่องดื่มสู่น้ำนมแม่
สารเคมีและสารประกอบต่างๆ ที่คุณแม่บริโภคเข้าไปจะผ่านกระบวนการเผาผลาญ (Metabolism) ในตับ ก่อนจะเข้าสู่กระแสเลือดและแพร่กระจายผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ของต่อมน้ำนม (Blood-Milk Barrier) ปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณสารที่ส่งไปยังทารกได้แก่ ปริมาณและเวลาในการบริโภค ความสามารถในการขับสารออก (Clearance Rate) ของร่างกายคุณแม่ และอัตราการเผาผลาญของทารกเอง ซึ่งทารกแรกเกิดยังมีตับและไตที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ความสามารถในการกำจัดสารตกค้างต่ำกว่าผู้ใหญ่หลายเท่าตัว
ผลกระทบจากการดื่มกาแฟและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
คาเฟอีน (Caffeine) เป็นสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางที่พบได้ในกาแฟ ชา ชานมไข่มุก น้ำอัดลม และเครื่องดื่มชูกำลัง เมื่อคุณแม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน คาเฟอีนจะสามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมได้ประมาณร้อยละหนึ่งถึงร้อยละเจ็ดของปริมาณที่แม่บริโภค แม้จะเป็นสัดส่วนที่ดูน้อย แต่ทารก โดยเฉพาะทารกในช่วงสามเดือนแรก มีครึ่งชีวิตของคาเฟอีน (Half-life) ยาวนานถึงหลายวัน ต่างจากผู้ใหญ่ที่มีครึ่งชีวิตเพียงสองถึงห้าชั่วโมง ทำให้คาเฟอีนเกิดการสะสมในร่างกายของทารก
อาการแสดงในทารกที่ได้รับคาเฟอีนมากเกินไปได้แก่:
- นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หรือตื่นง่ายผิดปกติ
- ร้องกวนต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ (Colic)
- มีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นและหายใจเร็วขึ้น
- ตื่นตัวตลอดเวลาและไม่ยอมนอนพักผ่อนตามวัย
ผลกระทบจากการดื่มชานมไข่มุกต่อคุณแม่และทารก
ชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่มีส่วนประกอบหลักคือชา น้ำตาลปริมาณมาก นมข้นหวาน และไข่มุกแป้ง นอกจากปัญหาเรื่องคาเฟอีนจากใบชาแล้ว ปัญหาใหญ่ที่สุดของชานมไข่มุกคือ น้ำตาลส่วนเกินและไขมันทรานส์ การบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูงส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณแม่เอง เช่น เพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน ภาวะดื้ออินซูลิน และเบาหวานหลังคลอด นอกจากนี้ น้ำตาลและสารแต่งกลิ่นรสบางชนิดอาจถูกส่งผ่านน้ำนมและส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารของทารก ทำให้ทารกมีอาการท้องอืด แน่นท้อง และร้องกวนได้เช่นกัน
อันตรายจากการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงให้นมบุตร
แอลกอฮอล์ (Alcohol) สามารถแพร่กระจายเข้าสู่น้ำนมแม่ได้อย่างรวดเร็วโดยมีความเข้มข้นในน้ำนมใกล้เคียงกับระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดของคุณแม่ องค์การอนามัยโลกและสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำอย่างชัดเจนว่า ไม่มีปริมาณแอลกอฮอล์ใดที่ปลอดภัยสำหรับการดื่มในช่วงให้นมบุตร การเชื่อความเชื่อที่ว่าการดื่มเบียร์ช่วยเพิ่มน้ำนมนั้นไม่เป็นความจริง ในทางตรงกันข้าม แอลกอฮอล์จะไปยับยั้งฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ที่ทำหน้าที่ในการหลั่งน้ำนม ทำให้ปริมาณน้ำนมลดลง
อาการแสดงและความผิดปกติในทารกเมื่อแม่ดื่มแอลกอฮอล์:
- พัฒนาการทางสมองและระบบประสาทล่าช้า
- การดูดนมไม่มีประสิทธิภาพ น้ำหนักตัวขึ้นน้อย
- ง่วงซึมผิดปกติ นอนหลับลึกเกินไปจนปลุกตื่นยาก
- ส่งผลกระทบระยะยาวต่อความสามารถในการเรียนรู้และพฤติกรรม
วิธีดูแลตนเองและการฟื้นฟูสุขภาพคุณแม่
เพื่อให้ทารกได้รับน้ำนมที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงสุด คุณแม่ควรปฏิบัติตัวดังนี้:
- ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพออย่างน้อยสองถึงสามลิตรต่อวันเพื่อรักษาสมดุลของร่างกายและปริมาณน้ำนม
- เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่ เน้นโปรตีน ผัก และผลไม้สดหลากสี
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเข้มข้นและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงทุกชนิด
- งดการดื่มแอลกอฮอล์และงดการสูบบุหรี่หรือรับควันบุหรี่มือสอง
- สังเกตพฤติกรรมของทารกอย่างใกล้ชิด หากพบว่าลูกงอแงผิดปกติ นอนไม่หลับ หรือมีปัญหาการขับถ่าย ให้ทบทวนอาหารและเครื่องดื่มที่รับประทานเข้าไปในรอบวัน
สัญญาณเตือนอันตรายในทารกที่ต้องพบแพทย์ทันที
หากทารกมีอาการผิดปกติเหล่านี้หลังคุณแม่รับประทานสารกระตุ้นหรือแอลกอฮอล์ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที:
- มีอาการซึมมาก ปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมดูดนมเลยนานเกินกว่าสี่ถึงหกชั่วโมง
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงดัง หรือมีลักษณะอกบุ๋ม ท้องบุ๋ม
- มีไข้สูง อาเจียนพุ่ง หรือท้องเสียรุนแรง
- มีอาการชักเกร็ง หรือกระตุกผิดปกติ