ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความเครียดของแม่เมื่อลูกร้องไห้ไม่ยอมกินนมแม่

ภาวะทารกร้องไห้ไม่ยอมกินนมแม่ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความวิตกกังวลให้กับคุณแม่มือใหม่เป็นอย่างมาก เนื่องจากทารกในช่วงวัยนี้ยังไม่สามารถสื่อสารความต้องการของตนเองได้ด้วยคำพูด การร้องไห้จึงเป็นภาษาเดียวที่ใช้แสดงออกถึงความผิดปกติ ความหิว หรือความเจ็บป่วย ในทางการแพทย์ ทารกที่ไม่ยอมดูดนมแม่มักมีสาเหตุมาจากความผิดปกติในช่องปาก ระบบทางเดินอาหาร หรือภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลันที่ต้องได้รับการประเมินและดูแลอย่างใกล้ชิด การเข้าใจกลไกและแนวทางการดูแลที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับทารกได้

สาเหตุทางการแพทย์ที่ทำให้ทารกร้องไห้ไม่ยอมกินนมแม่

อาการปฏิเสธนมแม่และร้องไห้งอแงในทารกเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากตัวทารกเองและจากภาวะเต้านมของมารดา โดยสามารถจำแนกสาเหตุสำคัญได้ดังนี้

  • ภาวะเจ็บป่วยในช่องปาก: เช่น เชื้อราในปาก (Oral Candidiasis) มีฝ้าขาวคล้ายคราบนมติดแน่นบริเวณกระพุ้งแก้มและลิ้น ทำให้ทารกเจ็บปวดเวลาดูดนม หรือแผลร้อนใน (Aftous Ulcer) บริเวณเหงือกและกระพุ้งแก้ม
  • ภาวะการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ: เช่น โรคหวัดคัดจมูก (Common Cold) หรือการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) ทำให้ทารกหายใจทางจมูกไม่สะดวกขณะดูดนม ส่งผลให้ต้องปล่อยปากออกมาร้องไห้เพราะหายใจไม่ออก
  • ปัญหาจากระบบทางเดินอาหาร: เช่น ภาวะกรดไหลย้อนในทารก (Infant GERD) หรืออาการโคลิก (Colic) ซึ่งทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด มีลมในท้องมาก ทารกจึงแสดงอาการงอแงและไม่ยอมดูดนม
  • ปัญหาทางเทคนิคการให้นม: เช่น เต้านมมารดาคัดตึงมากจนหัวนมแบนราบ ทารกอมหัวนมไม่ถนัด หรือปริมาณน้ำนมไหลพุ่งแรงเกินไปทำให้ทารกสำลักและเกิดความกลัวการดูดนม

กลุ่มยาและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ใช้บรรเทาอาการ

เมื่อทารกมีอาการร้องไห้ไม่ยอมกินนมแม่จากโรคหรืออาการเจ็บป่วย การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของกุมารแพทย์อย่างเคร่งครัด ห้ามซื้อยาให้ทารกรับประทานเองโดยเด็ดขาด โดยกลุ่มยาที่แพทย์มักพิจารณาใช้ตามความเหมาะสมมีดังนี้

ยากลุ่มลดไข้และบรรเทาอาการปวด

หากทารกมีไข้ร่วมด้วยร่วมกับอาการเจ็บป่วย เช่น แผลในปาก หรืออาการปวดจากหูอักเสบ แพทย์จะพิจารณาใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็ก เพื่อช่วยลดไข้และบรรเทาอาการปวด ทำให้ทารกสบายตัวขึ้นและยอมกลับมากินนมได้ดีขึ้น

ยากลุ่มขับลมและลดอาการท้องอืด

ในกรณีที่ทารกมีอาการโคลิกหรือแน่นท้องจากลมในกระเพาะอาหาร แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาขับลมจำพวกไซเมทิโคน (Simethicone drops) เพื่อช่วยลดการสะสมของฟองแก๊สในทางเดินอาหาร ช่วยให้ทารกสบายท้องและลดอาการร้องกวน

ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านเชื้อรา

หากตรวจพบว่าทารกติดเชื้อราในช่องปาก แพทย์จะจ่ายยาหยอดฆ่าเชื้อราจำพวกเนสแตทิน (Nystatin suspension) เพื่อรักษาช่องปาก หรือหากพบการติดเชื้อแบคทีเรียเฉพาะจุด แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวและอายุของทารก

คำแนะนำจากคุณหมอ: การใช้ยาในทารกอายุน้อยกว่าสามเดือนมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากตับและไตยังทำหน้าที่ขับยาได้ไม่เต็มที่ หากทารกมีอาการผิดปกติใดๆ ควรพามาพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงก่อนทุกครั้ง

ขนาดยาพาราเซตามอลสำหรับทารกและการคำนวณที่ปลอดภัย

ยาพาราเซตามอลเป็นยาตัวเดียวที่นิยมใช้ลดไข้เบื้องต้นในทารก แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวังสูงสุดเรื่องขนาดยาตามน้ำหนักตัวของทารก

  • ขนาดยาที่ถูกต้อง: ใช้ยาพาราเซตามอลชนิดน้ำแขวนตะกอนสำหรับเด็ก (ความเข้มข้นมาตรฐานส่วนใหญ่คือ 120 มิลลิกรัม ต่อ 5 มิลลิลิตร) ในขนาด 10 ถึง 15 มิลลิกรัม่อนน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง
  • ความถี่ในการให้ยา: สามารถให้ยาทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีไข้หรืออาการปวดเท่านั้น ห้ามให้ยาติดต่อกันเกิน 5 วันโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์
  • วิธีตวงยา: ต้องใช้หลอดฉีดีดยา (Syringe) หรือถ้วยตวงที่ได้มาตรฐานมากับขวดศัลยกรรมเท่านั้น ห้ามใช้ช้อนชาหรือช้อนโต๊ะในครัวตวงยาเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดซึ่งเป็นอันตรายต่อตับของทารกอย่างรุนแรง

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

การให้ยาในทารกอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ หากผู้ปกครองไม่สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

  • การใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดอาจส่งผลให้เกิดพิษต่อตับ เอนไซม์ตับสูงขึ้น หรือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
  • การใช้ยาขับลมบางชนิดอาจทำให้ทารกมีอาการท้องเสียอ่อนๆ หรือถ่ายเหลวได้ชั่วคราว
  • การใช้ยาหยอดเชื้อราในปากบางชนิดอาจทำให้ทารกแหวะนมมากขึ้นเนื่องจากรสชาติของยา

ยาอันตรายและข้อห้ามเด็ดขาดในการใช้ยาสำหรับทารก

ข้อควรระวังทางการแพทย์: มีกลุ่มยาหลายชนิดที่ห้ามใช้ในทารกเด็ดขาด เนื่องจากอาจอันตรายถึงชีวิตหรือก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

ผู้ปกครองต้องจดจำและระมัดระวังยาอันตรายเหล่านี้อย่างเคร่งครัด

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในทารกและเด็กเล็กเด็ดขาด: เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งทำให้เกิดอาการบวมที่สมองและตับวายเฉียบพลัน อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
  • ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในทารกที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือน: หรือในทารกที่มีภาวะขาดน้ำ หรือสงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออก เนื่องจากจะไปเพิ่มภาระการทำงานของไตและทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารได้ง่ายขึ้น
  • ห้ามซื้อยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้ไอชนิดกดประสาทให้ทารกกินเอง: เพราะอาจทำให้ทารกซึมมากเกินไป ขับเสมหะไม่ออก จนเกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นและเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ซี้ซั้ว: หากทารกป่วยจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดทั่วไป การให้ยาปฏิชีวนะจะไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และยังส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาทารกพบแพทย์ทันที

หากทารกร้องไห้ไม่ยอมกินนมแม่และมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณวิกฤตที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

  • ทารกซึมมาก ปลุกตื่นยากหรือไม่ยอมลืมตาดูสิ่งรอบตัว
  • มีไข้สูงเกิน 38.5องศาเซลเซียส สำหรับทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์
  • ปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด (ผ้าอ้อมแห้งสนิทนานเกิน 6 ชั่วโมง) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะขาดน้ำรุนแรง
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือมีเสียงครืดคราดในลำคออย่างรุนแรง
  • อาเจียนพุ่ง อาเจียนเป็นสีเขียวปนน้ำดี หรือมีเลือดปนในอุจจาระ

การดูแลและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

นอกจากการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์แล้ว การดูแลเบื้องต้นที่บ้านจะช่วยให้ทารกอาการดีขึ้นและยอมกลับมากินนมได้เร็วขึ้น

  • หากทารกคัดจมูกหายใจไม่ออก ให้ใช้สารละลายน้ำเกลือหยอดจมูก (Normal Saline Drops) ข้างละ 1 ถึง 2 หยด เพื่อช่วยละลายน้ำมูกและใช้ลูกยางแดงดูดน้ำมูกออกเบาๆ ก่อนมื้อนม
  • หากแม่มีอาการเต้านมคัดตึง ให้ใช้วิธีประคบอุ่นบริเวณเต้านมและนวดระบายน้ำนมออกเล็กน้อยก่อนให้ลูกดูด เพื่อให้นิ่มลงและทารกอมหัวนมได้ง่ายขึ้น
  • จัดท่าทางการให้นนมให้ถูกต้อง ให้ศีรษะทารกอยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อยเพื่อลดอาการแหวะนมและกรดไหลย้อน
  • สร้างบรรยากาศที่สงบ หลีกเลี่ยงเสียงดังและความวุ่นวายขณะให้นม เพื่อลดความเครียดของทารก

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

ขั้นตอนปฏิบัติสำหรับผู้ดูแล:
1. สังเกตอาการร่วมอื่นๆ เช่น มีไข้ ท้องอืด แผลในปาก หรือหายใจครืดคราด
2. วัดอุณหภูมิร่างกายและคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวให้ถูกต้องหากมีไข้
3. หลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะ ยาแอสไพริน และยาแก้ไอเด็กให้ทานเองโดยเด็ดขาด
4. หากทารกซึม ไม่ยอมดูดนมเลย และปัสสาวะน้อยลง ให้รีบพาไปพบกุมารแพทย์ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down