ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความเจ็บปวดแผลผ่าคลอดในช่วงให้นมบุตร

อาการเจ็บแผลผ่าคลอดในช่วงเวลาให้นมบุตรเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและสร้างความกังวลใจให้กับคุณแม่ป้ายแดงเป็นอย่างมาก กลไกสำคัญที่ทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บแผลมากขึ้นขณะให้นมบุตรเกี่ยวข้องกับการหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซิน (Oxytocin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดเดียวกันกับที่กระตุ้นการหลั่งน้ำนม ฮอร์โมนนี้จะไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกเกิดการหดรัดตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยให้มดลูกกลับคืนสู่ขนาดปกติ แต่ในขณะเดียวกัน การหดรัดตัวของมดลูกนี้ก็สร้างแรงดึงบริเวณหน้าท้องและแผลผ่าคลอด ทำให้เกิดอาการปวดหน่วงหรือเจ็บแปลบขึ้นมาทันทีในช่วงที่ลูกกำลังดูดนม

ความรุนแรงของอาการปวดมักจะมากที่สุดในช่วงสองสัปดาห์แรกหลังคลอด และค่อยๆ ลดระดับความรุนแรงลงตามธรรมชาติเมื่อมดลูกเข้าอู่และแผลเริ่มสมานตัวอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บนี้ไม่ควรมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย เช่น มีไข้ บวมแดง หรือมีหนองไหลออกจากแผล ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ทันที

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาอาการปวดแผลผ่าคลอดสำหรับคุณแม่ให้นมบุตร

เมื่อคุณแม่มีอาการปวดแผลผ่าคลอดจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันและการให้นมบุตร การใช้ยาบรรเทาอาการปวดถือเป็นแนวทางการรักษาที่ปลอดภัยและจำเป็นภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร โดยกลุ่มยาหลักที่ปลอดภัยและนิยมใช้มีดังนี้

ยาพาราเซตามอล (Paracetamol)

ยาพาราเซตามอลถือเป็นยาแก้ปวดและลดไข้ตัวเลือกแรก (First-line treatment) ที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดสำหรับคุณแม่ในช่วงให้นมบุตร ตัวยาสามารถผ่านไปยังน้ำนมได้ในปริมาณที่น้อยมากจนไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อทารกแรกเกิด หากรับประทานในขนาดที่ถูกต้องและเหมาะสมกับน้ำหนักตัวของคุณแม่

ยาแก้อักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal Anti-inflammatory Drugs หรือ NSAIDs)

ยาในกลุ่มนี้ เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือไดโคลฟีแนค (Diclofenac) มีฤทธิ์ลดการอักเสบและระงับปวดได้ดีเยี่ยม แพทย์มักพิจารณาจ่ายยาในกลุ่มนี้ร่วมด้วยเพื่อลดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณแผลผ่าคลอด ยาส่วนใหญ่มีความปลอดภัยในระดับที่ยอมรับได้สำหรับการให้นมบุตร เนื่องจากมีการขับออกทางน้ำนมในปริมาณที่ต่ำมากเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนเริ่มรับประทาน

คำแนะนำจากคุณหมอ: คุณแม่ไม่ควรทนอาการปวดจนเครียด เพราะความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอสามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณน้ำนมและการหลั่งของฮอร์โมนน้ำนมได้ การรับประทานยาแก้ปวดที่ถูกต้องในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณแม่สามารถพักผ่อนและดูแลลูกน้อยได้อย่างราบรื่น

ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัยขณะให้นมบุตร

การใช้ยาในช่วงให้นมบุตรต้องยึดหลักความปลอดภัยสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาไปสะสมในร่างกายของทารกที่มีระบบการทำงานของตับและไตยังพัฒนาไม่เต็มที่ ขนาดยามาตรฐานที่มีความปลอดภัยมีดังนี้

  • ยาพาราเซตามอล: ขนาดยามาตรฐานสำหรับผู้ใหญ่คือ 500 ถึง 1000 มิลลิกรัมต่อครั้ง รับประทานทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการปวด ห้ามรับประทานเกิน 4000 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันภาวะความเป็นพิษต่อตับ
  • ยาไอบูโพรเฟน: ขนาดยามาตรฐานมักอยู่ที่ 200 ถึง 400 มิลลิกรัมต่อครั้ง รับประทานทุก 6 ถึง 8 ชั่วโมงหลังอาหารทันทีเพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และไม่ควรรับประทานเกินขนาดสูงสุดที่แพทย์หรือฉลากยากำหนด
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ควรรับประทานยาตามคำแนะนำบนฉลากยาหรือตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หากอาการปวดไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยาติดต่อกันหลายวัน ห้ามเพิ่มขนาดยาเองเด็ดขาด ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวด

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

แม้ว่ายาแก้ปวดในกลุ่มที่แนะนำจะค่อนข้างปลอดภัย แต่คุณแม่ควรสังเกตอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นทั้งต่อตนเองและทารก

  • ผลข้างเคียงต่อคุณแม่: ยาพาราเซตามอลอาจทำให้เกิดอาการแพ้ยาในผู้ป่วยบางราย (พบได้น้อยมาก) ส่วนยาไอบูโพรเฟนอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร คลื่นไส้ หรือแสบร้อนกลางอก หากรับประทานตอนท้องว่าง
  • ผลข้างเคียงต่อทารก: ให้สังเกตพฤติกรรมของทารกหลังดูดนม เช่น มีอาการง่วงซึมมากกว่าปกติ ดูดนมน้อยลง มีผื่นขึ้น หรือมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อผิดปกติ หากพบอาการเหล่านี้ควรหยุดยาและปรึกษากุมารแพทย์ทันที

ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาดในช่วงให้นมบุตร

มีกลุ่มยาบางประเภทที่คุณแม่ให้นมบุตรต้องหลีกเลี่ยงเด็ดขาด ห้ามซื้อรับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากตัวยาสามารถขับออกทางน้ำนมในปริมาณสูงและส่งผลอันตรายต่อพัฒนาการหรือชีวิตของทารก ได้แก่

  • ยาแอสไพริน (Aspirin): ห้ามใช้เด็ดขาดในคุณแม่ให้นมบุตร เนื่องจากมีความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งเป็นภาวะอันตรายร้ายแรงที่มีผลต่อตับและสมองในทารก
  • ยากลุ่มโอปิออยด์บางชนิด เช่น ทรามาดอล (Tramadol) หรือโคดีอีน (Codeine): ยาแก้ปวดกลุ่มนี้สามารถส่งผลกดการหายใจของทารก ทำให้ทารกง่วงซึมรุนแรงและหยุดหายใจได้ จึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์อย่างเคร่งครัดเท่านั้นหากมีความจำเป็นต้องใช้
  • ยาสสมุนไพรและยาชุดอันตราย: ยาแผนโบราณหรือยาชุดที่ไม่มีฉลากระบุส่วนประกอบที่ชัดเจน อาจมีส่วนผสมของสเตียรอยด์หรือยาอันตรายที่ตกค้างในน้ำนมและเป็นอันตรายต่อลูกน้อย

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากคุณแม่มีอาการเจ็บแผลผ่าคลอดร่วมกับอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ควรรีบเดินทางมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้

  • แผลผ่าคลอดมีอาการบวมแดงร้อน แผลปริแยก หรือมีหนองและมีกลิ่นเหม็น
  • มีไข้สูงหนั่นสั่นโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการปวดท้องรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่สัมพันธ์กับการหดตัวของมดลูกช่วงให้นม
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดปริมาณมากผิดปกติ หรือมีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ติดต่อกันหลายวัน
  • หายใจหอบเหนื่อย ใจสั่น หรือมีอาการหน้ามืดวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง

วิธีดูแลแผลผ่าคลอดและการปฏิบัติตัวที่บ้าน

นอกจากการใช้ยาอย่างถูกต้องแล้ว การดูแลแผลผ่าคลอดและการปรับท่าทางในการให้นมบุตรจะช่วยลดความเจ็บปวดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ปรับท่าให้นมบุตร: หลีกเลี่ยงท่าที่ตัวทารกกดทับลงบนแผลโดยตรง แนะนำให้ใช้ท่าลูกบอลลูน (Football hold) หรือท่านอนตะแคงให้นม เพื่อป้องกันไม่ให้ทารกเตะหรือกดทับบริเวณแผลผ่าคลอด
  • ใช้หมอนรอง: ใช้หมอนนุ่มๆ รองรับบริเวณหน้าท้องและหลังขณะให้นม เพื่อช่วยพยุงกล้ามเนื้อและลดแรงดึงที่แผล
  • การดูแลความสะอาดแผล: รักษาแผลให้แห้งอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการปล่อยให้แผลอับชื้น และทำความสะอาดแผลตามคำแนะนำของพยาบาลอย่างเคร่งครัด

บทสรุปและการปฏิบัติตัวสำหรับคุณแม่

อาการเจ็บแผลผ่าคลอดเวลาให้นมบุตรเป็นกระบวนการตามธรรมชาติจากการหดตัวของมดลูก คุณแม่สามารถบรรเทาอาการปวดได้ด้วยการใช้ยาพาราเซตามอลหรือยาไอบูโพรเฟนในขนาดที่ถูกต้องและปลอดภัย ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงยาอันตราย ห้ามซื้อยาแรงรับประทานเองเด็ดขาด และควรสังเกตสัญญาณเตือนอันตรายเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งคุณแม่และทารกน้อย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down