เข้าใจสาเหตุของอาการปวดคอและปวดหลังเรื้อรังในคุณแม่ป้ายแดง
อาการปวดคอและปวดหลังเรื้อรังจากการให้นมบุตรถือเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยมากในกลุ่มคุณแม่มือใหม่ โดยสถิติทางการแพทย์ระบุว่าคุณแม่หลังคลอดมากกว่าร้อยละ 60 ถึง 80 ต้องเผชิญกับปัญหาอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ และกระดูกสันหลังส่วนเอว อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่มีกลไกทางกายภาพและฮอร์โมนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
ในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่จะมีการหลั่งฮอร์โมนรีแลกซิน (Relaxin) ออกมาเพื่อช่วยให้ข้อต่อและเอ็นบริเวณอุ้งเชิงกรานและทั่วร่างกายมีความยืดหยุ่นรองรับการขยายตัวของทารกในครรภ์ และฮอร์โมนตัวนี้จะยังคงหลั่งต่อเนื่องในช่วงให้นมบุตร ส่งผลให้ความมั่นคงของข้อต่อกระดูกสันหลังลดลง เมื่อคุณแม่ต้องก้มตัวอุ้มลูกหรือก้มมองลูกขณะให้นมเป็นเวลานานติดต่อกันหลายชั่วโมงต่อวัน กล้ามเนื้อจึงต้องทำงานหนักเกินพิกัดเพื่อพยุงกระดูกสันหลังและศีรษะ นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งเรื้อรัง (Chronic Myofascial Pain Syndrome)
กลไกการเกิดอาการปวดและการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ
เมื่อคุณแม่นั่งให้นมโดยไม่มีการพยุงหลังหรือคอที่เหมาะสม ศีรษะที่มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 4 ถึง 5 กิโลกรัมจะโน้มไปข้างหน้า เพิ่มแรงกดทับต่อกระดูกสันหลังส่วนคอและกล้ามเนื้อบ่าอย่างมหาศาล ขณะเดียวกัน การนั่งงอหลังบนเตียงหรือโซฟาที่นุ่มเกินไปจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งผิดรูป กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างต้องเกร็งค้างตลอดเวลา ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวลดลง เกิดการคั่งของกรดแลคติก และเกิดเป็นจุดกดเจ็บ (Trigger Points) ที่ทำให้เกิดอาการปวดร้าวลึกเรื้อรัง
สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
แม้ว่าอาการปวดคอและปวดหลังส่วนใหญ่จะเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อธรรมดาจากการใช้งาน แต่หากมีอาการผิดปกติบางประการร่วมด้วย อาจบ่งบอกถึงภาวะความผิดปกติของหมอนรองกระดูกสันหลังหรือระบบประสาทที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อทันที
วิธีรักษาและการปรับพฤติกรรมเพื่อการฟื้นฟูที่ยั่งยืน
การรักษาอาการปวดคอและปวดหลังเรื้อรังในคุณแม่ให้นมบุตรจำเป็นต้องอาศัยแนวทางแบบองค์รวม เริ่มจากการปรับเปลี่ยนท่าทางในชีวิตประจำวัน การใช้กายภาพบำบัด และการใช้ยาอย่างปลอดภัยภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
- การปรับท่าอุ้มให้นมที่ถูกต้อง: หลีกเลี่ยงการก้มตัวลงหาลูก แต่ควรนำลูกเข้าหาอกโดยใช้หมอนหนุนยกตัวทารกขึ้นมาอยู่ในระดับอกของคุณแม่พอดี
- การจัดท่าทางของร่างกาย: ขณะให้นมควรนั่งหลังตรงแนบชิดพนักพิง เท้าทั้งสองข้างวางราบกับพื้นหรือมีเบาะรองรับเพื่อกระจายน้ำหนัก
- การประคบอุ่นและประคบเย็น: หากมีอาการปวดเฉียบพลันจากการอักเสบในช่วง 48 ชั่วโมงแรก ให้ประคบเย็นเพื่อลดบวม แต่หากเป็นอาการปวดเรื้อรังและกล้ามเนื้อตึงตัว ให้ใช้การประคบอุ่นเพื่อช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและคลายกล้ามเนื้อ
- การออกกำลังกายเสริมความแข็งแรง: เมื่ออาการปวดทุเลาลง ควรกายบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) และกล้ามเนื้อหลังส่วนบนเบาๆ เพื่อเพิ่มความมั่นคง
วิธีการใช้หมอนหนุนเพื่อลดอาการปวดอย่างยั่งยืน
การเลือกใช้หมอนหนุนถือเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยพยุงสรีระของคุณแม่ระหว่างให้นมบุตร โดยควรมีอุปกรณ์สนับสนุนดังนี้
- หมอนให้นมเฉพาะทาง (Nursing Pillow): ช่วยรองรับน้ำหนักตัวทารกให้อยู่ในระดับเดียวกับเต้านม ป้องกันไม่ให้คุณแม่ต้องโน้มตัวไปข้างหน้า
- หมอนรองหลังส่วนเอว (Lumbar Pillow): วางไว้บริเวณส่วนโค้งของกระดูกสันหลังส่วนเอวเพื่อรักษาความโค้งตามธรรมชาติของกระดูกสันหลังขณะนั่งพิง
- หมอนรองคอและบ่า: ช่วยลดภาระการทำงานของกล้ามเนื้อคอในกรณีที่ต้องให้นมในท่าเอนหลัง
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการบรรเทาอาการปวด
เนื่องจากคุณแม่ยังอยู่ในช่วงให้นมบุตร การใช้ยาหรือวิธีการรักษาใดๆ จึงต้องมีความระมัดระวังสูงสุดเพื่อความปลอดภัยของทารก
- ห้ามซื้อยาแก้ปวดกลุ่มกล้ามเนื้อคลายตัว (Muscle Relaxants) หรือยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากยาบางชนิดอาจขับออกทางน้ำนมและส่งผลต่อทารกได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
- ห้ามทำการนวดแผนไทยอย่างรุนแรงหรือดัดกระดูกโดยผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ เพราะอาจทำให้เส้นเอ็นอักเสบรุนแรงขึ้นหรือเกิดการบาดเจ็บต่อหมอนรองกระดูกสันหลังได้
- หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำหน้าอ่านหนังสือหรือเล่นโทรศัพท์มือถือขณะให้นมหรือพักผ่อน เนื่องจากจะทำให้คอต้องบิดเอียงเป็นเวลานานและเพิ่มอาการปวดคอให้รุนแรงยิ่งขึ้น
การป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและการดูแลสุขภาพระยะยาว
การป้องกันอาการปวดคอและปวดหลังเรื้อรังให้ได้ผลในระยะยาว คุณแม่ควรใส่ใจกับสุขergonomic ของตนเองในทุกกิจกรรมประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มลูก การเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือการอาบน้ำให้ทารก ควรปรับระดับความสูงของโต๊ะเปลี่ยนผ้าอ้อมให้อยู่ในระดับเอวเพื่อหลีกเลี่ยงการก้มหลังซ้ำๆ นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีอย่างเพียงพอ รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกายคุณแม่ในระยะยาว