ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกมีภาวะลิ้นติด: เช็กอาการสำคัญและแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้อง

ภาวะลิ้นติด หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า อังไกโลโกลเซีย (Ankyloglossia) เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด เกิดจากการที่แผ่นเยื่อใต้ลิ้นที่เรียกว่า เฟรนูลัม (Lingual Frenulum) มีความหนา สั้น หรือยึดเกาะติดกับบริเวณใต้พื้นช่องปากมากจนเกินไป ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของลิ้นถูกจำกัด ไม่สามารถยื่นลิ้นออกมาข้างนอก ยกปลายลิ้นขึ้น หรือกวาดลิ้นไปมาได้อย่างอิสระเหมือนเด็กทั่วไป ภาวะนี้อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการหลายด้านโดยเฉพาะการดูดนม การกลืน และการออกเสียงในอนาคต หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นความผิดปกติเหล่านี้ ควรพาบุตรหลานมาพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก เพื่อทำการประเมินและรับการดูแลรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ

สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะลิ้นติด

ในกระบวนการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มารดา ช่วงสัปดาห์แรกๆ เนื้อเยื่อใต้ลิ้นควรจะค่อยๆ ฝ่อตัวลงและหลุดลอกออกไปเองตามธรรมชาติ เพื่อให้ลิ้นมีความเป็นอิสระและเคลื่อนไหวได้เต็มที่ แต่ในเด็กที่มีภาวะลิ้นติด กระบวนการฝ่อตัวของเนื้อเยื่อดังกล่าวมีความผิดปกติ ทำให้แผ่นเยื่อใต้ลิ้นยังคงหลงเหลืออยู่ หนาตัวกว่าปกติ หรือเกาะติดชิดกับปลายลิ้นหรือเหงือกด้านล่าง ปัจจัยทางพันธุกรรมก็มีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน โดยพบว่าเด็กที่มีประวัติคนในครอบครัวเคยมีภาวะลิ้นติด จะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้สูงขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้ ภาวะลิ้นติดยังพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงอย่างเห็นได้ชัด

อาการแสดงสำคัญที่บ่งบอกว่าลูกมีภาวะลิ้นติด

อาการแสดงของภาวะลิ้นติดจะมีความแตกต่างกันไปตามระดับความรุนแรงและช่วงวัยของเด็ก ตั้งแต่วัยทารกแรกเกิดจนถึงวัยเด็กโต คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตสัญญาณเตือนต่างๆ ได้ดังนี้

อาการในทารกแรกเกิดและวัยดื่มนม

  • ปัญหาการดูดนมแม่: ทารกไม่สามารถอมลานหัวนมลึกพอ ดูดนมได้ไม่นานก็หลุด เจ็บหัวนมมากขณะให้นม หรือมีเสียงคลิกขณะดูดนมอันเกิดจากการสูญญากาศหลุด
  • น้ำหนักตัวขึ้นช้า: เนื่องจากทารกดูดนมได้ปริมาณน้อยและใช้พลังงานมากในการดูด
  • ลักษณะรูปทรงของลิ้น: เมื่อทารกพยายามแลบลิ้น ปลายลิ้นจะมีรอยเว้าเข้าไปตรงกลางคล้ายรูปหัวใจ หรือลิ้นไม่สามารถยื่นพ้นริมฝีปากล่างออกมาได้

อาการในเด็กโตและวัยเริ่มพูด

  • ปัญหาการออกเสียง: เด็กอาจมีพัฒนาการการพูดช้า หรือมีปัญหาการออกเสียงพยัญชนะบางตัวที่ไม่ชัดเจน เช่น เสียง ร ล หรือเสียงควบกล้ำ
  • ข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวลิ้น: ไม่สามารถยกปลายลิ้นขึ้นแตะเพดานปาก หรือไม่สามารถใช้ลิ้นกวาดทำความสะอาดเศษอาหารภายในช่องปากได้
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ภาวะลิ้นติดในเด็กบางรายที่มีอาการไม่รุนแรง ลิ้นอาจยืดหยุ่นขึ้นได้เองตามธรรมชาติเมื่อเด็กโตขึ้น แต่ในรายที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรงและส่งผลกระทบต่อการให้นมหรือการพูด จำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างเหมาะสม ห้ามพยายามตัดหรือขurเยื่อใต้ลิ้นให้เด็กด้วยตนเองเด็ดขาด เนื่องจากเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการตกเลือดรุนแรง

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะลิ้นติดจะพิจารณาจากระดับความรุนแรงและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กเป็นหลัก โดยกุมารแพทย์และศัลยแพทย์จะทำการประเมินอย่างละเอียด แนวทางการรักษาแบ่งออกเป็น

  • การสังเกตและติดตามอาการ: หากเป็นภาวะลิ้นติดแบบไม่รุนแรง และเด็กสามารถดูดนมหรือเติบโตได้ตามปกติ แพทย์อาจแนะนำให้สังเกตอาการและติดตามพัฒนาการเป็นระยะ
  • การทำหัตถการตัดเยื่อใต้ลิ้น (Frenotomy): เป็นการรักษาหลักในทารกที่มีปัญหาการดูดนม แพทย์จะใช้กรรไกรปลอดเชื้อขนาดเล็กตัดเนื้อเยื่อใต้ลิ้นออกอย่างรวดเร็ว ขั้นตอนใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที มีเลือดออกน้อยมาก และทารกสามารถกลับมาดูดนมแม่ได้ทันทีหลังทำ
  • การผ่าตัดตกแต่งเยื่อใต้ลิ้น (Frenuloplasty): มักใช้ในเด็กโตหรือกรณีที่เนื้อเยื่อใต้ลิ้นมีความหนาและกว้างมาก จำเป็นต้องทำภายใต้การระงับความรู้สึกและเย็บแผลด้วยไหมละลาย
คำแนะนำจากคุณหมอ: หลังจากการรักษาด้วยการตัดเยื่อใต้ลิ้น คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หมั่นให้ลูกดูดนมแม่บ่อยๆ เพื่อกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลิ้น และช่วยลดการเกิดพังผืดซ้ำ หากเด็กอยู่ในวัยที่พูดได้แล้ว อาจจำเป็นต้องรับการฝึกพูดร่วมด้วยเพื่อให้การออกเสียงกลับมาเป็นปกติสมบูรณ์

การฟื้นฟูสุขภาพและการดูแลหลังการรักษา

การดูแลเด็กหลังผ่านการรักษาภาวะลิ้นติดมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้แผลหายเร็วและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลตามแนวทางดังนี้

  • ความสะอาดในช่องปาก: ดูแลความสะอาดช่องปากของเด็กอย่างสม่ำเสมอหลังมื้อนม
  • การบริหารลิ้น: ทำท่าบริหารลิ้นตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกิจกรรมบำบัด เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อลิ้นมีความยืดหยุ่นและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
  • สังเกตอาการผิดปกติ: หากพบว่ามีเลือดออกซอยไม่หยุด บริเวณใต้ลิ้นบวมแดงมาก มีไข้สูง หรือเด็กซึมลง ไม่ยอมดูดนม ควรรีบพามาพบแพทย์ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down