ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความเข้าใจอาการลูกนอนกรน เสียงที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ

การนอนกรนในเด็กไม่ใช่เรื่องปกติที่มองข้ามได้เสมอไป แม้ว่าพ่อแม่หลายคนอาจมองว่าเสียงกรนเบาๆ ของลูกขณะหลับเป็นเรื่องน่าเอ็นดู แต่ในทางการแพทย์ภาวะนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะกลุ่มอาการหายใจลำบากขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทางสมอง ร่างกาย และพฤติกรรมของเด็กในระยะยาว การรู้จักแยกให้ออกระหว่างการนอนกรนธรรมดาและการนอนกรนที่เป็นอันตรายจึงเป็นทักษะสำคัญที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องเรียนรู้

ความแตกต่างระหว่างการนอนกรนธรรมดากับนอนกรนอันตราย

การนอนกรนในเด็กแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักที่มีลักษณะและผลกระทบต่อสุขภาพแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การสังเกตพฤติกรรมการนอนของลูกอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้พ่อแม่ประเมินความรุนแรงเบื้องต้นได้

ลักษณะของการนอนกรนธรรมดา (Primary Snoring)

  • มีเสียงกรนสม่ำเสมอ เสียงไม่ดังมาก และไม่มีอาการสะดุ้งตื่นกลางดึก
  • ไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เด็กสามารถหายใจทางจมูกได้ดี
  • ตื่นนอนมาด้วยความสดชื่น ไม่เพลียในเวลากลางวัน และมีพัฒนาการสมวัย
  • มักเกิดขึ้นชั่วคราวในช่วงที่เด็กเป็นหวัดหรือมีอาการคัดจมูก และจะหายไปเมื่ออาการหวัดหายเป็นปกติ

ลักษณะของการนอนกรนอันตราย (Obstructive Sleep Apnea)

  • เสียงกรนดังมาก ผิดปกติ หรือมีเสียงหายใจติดขัดร่วมด้วย
  • มีอาการหายใจเฮือก สะดุ้งตื่นกลางดึก เหมือนคนสำลักอากาศ หรือมีช่วงหยุดหายใจเป็นระยะ
  • ท่านอนผิดปกติ เช่น นอนคอแหงนไปด้านหลัง หรือตื่นมาพร้อมอาการปวดหัวในตอนเช้า
  • ง่วงนอนมากในเวลากลางวัน สมาธิสั้น อารมณ์หงุดหงิดง่าย หรือมีผลการเรียนตกลง

สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะนอนกรนอันตรายในเด็ก

สาเหตุหลักของการนอนกรนที่เป็นอันตรายในเด็กมักเกิดจากการตีบตันของทางเดินหายใจส่วนบนขณะนอนหลับ กล้ามเนื้อบริเวณลำคอจะหย่อนตัวลงตามธรรมชาติขณะหลับลึก ส่งผลให้อากาศไหลผ่านไม่สะดวก ปัจจัยทางกายภาพที่พบบ่อยได้แก่ ทอนซิลและอะดีนอยด์โต (Tonsillar and Adenoidal Hypertrophy) ซึ่งมักพบได้บ่อยในเด็กอายุระหว่างสองถึงหกปี นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น โรคภูมิแพ้อากาศ (Allergic Rhinitis) ที่ทำให้เยื่อบุจมูกบวม ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน (Obesity) และโครงสร้างใบหน้าหรือขากรรไกรที่ผิดปกติ

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพามาพบกุมารแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมกับการนอนกรน พ่อควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก (ENT Specialist) ทันที เพราะปล่อยไว้อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและโรคหัวใจโตได้
  • มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
  • หายใจลำบากขณะหลับ ต้องใช้แรงในการหายใจมากจนหน้าอกบุ๋มหรือซี่โครงยุบ
  • ปัสสาวะรดที่นอนบ่อยครั้งในเด็กที่เคยควบคุมการขับถ่ายได้แล้ว
  • มีภาวะโตช้า น้ำหนักและส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
  • พฤติกรรมเปลี่ยนไปในเวลากลางวัน เช่น ซนมากผิดปกติ สมาธิสั้น หรือเหนื่อยล้าง่าย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมการนอน ลักษณะเสียงกรน และอาการร่วมในเวลากลางวัน จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เช่น การตรวจช่องปาก ขนาดของต่อมทอนซิล และการอุดตันในโพรงจมูก ในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ทำการตรวจการนอนหลับ (Polysomnography หรือ Sleep Test) เพื่อวัดระดับออกซิเจนในเลือด การทำงานของสมอง และรูปแบบการหายใจขณะหลับอย่างแม่นยำ

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาและแนวทางการใช้ยาอย่างปลอดภัย

การใช้ยาในการรักษานอนกรนในเด็กจะมุ่งเน้นไปที่การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุหลัก เช่น โรคภูมิแพ้อากาศหรือภาวะอักเสบในโพรงจมูกและทางเดินหายใจส่วนบน โดยแพทย์จะเป็นผู้สั่งจ่ายยาที่เหมาะสมตามช่วงอายุและน้ำหนักตัว

ยากลุ่มสเตียรอยด์พ่นจมูก (Intranasal Corticosteroids)

เป็นยาหลักในการลดการบวมของเยื่อบุจมูกและช่วยลดขนาดของต่อมอะดีนอยด์ที่โตได้ในระดับปานกลาง ช่วยให้เด็กหายใจทางจมูกได้ดีขึ้น ลดอาการกรน การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย

ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน (Antihistamines)

ใช้สำหรับเด็กที่มีอาการนอนกรนร่วมกับโรคภูมิแพ้อากาศ เพื่อลดอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก และจาม ควรเลือกใช้ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ที่ไม่ทำให้ง่วงซึมมากจนเกินไป เว้นแต่แพทย์จะพิจารณาให้ใช้รุ่นดั้งเดิมในกรณีที่จำเป็น

ยากลุ่มแอนดริวเทอร์จิกหรือยาลดน้ำมูก

ใช้บรรเทาอาการคัดจมูกระยะสั้น ห้ามใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่าที่แพทย์กำหนดเพราะอาจทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบรุนแรงขึ้นกว่าเดิม (Rebound Congestion)

ขนาดยาและข้อควรระวังในการใช้ยา

คำแนะนำจากคุณหมอ: การใช้ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์ในเด็กต้องพ่นด้วยเทคนิคที่ถูกต้องตามที่แพทย์หรือเภสัชกรสอน ห้ามปรับเพิ่มขนาดยาเองเด็ดขาด และควรมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อประเมินผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ขนาดยาจะถูกคำนวณตามน้ำหนักตัวและอายุของเด็กเป็นหลัก พ่อแม่ไม่ควรซื้อยาพ่นจมูกหรือยาลดน้ำมูกตามร้านขายยาทั่ว100%มาใช้เองโดยไม่ผ่านการตรวจวินิจฉัย เนื่องจากโครงสร้างทางเดินหายใจของเด็กมีความละเอียดอ่อน และยบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดหากใช้เกินขนาด

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

การใช้ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองเล็กน้อยบริเวณเยื่อบุโพรงจมูก เลือดกำเดาไหลซึมเล็กน้อยในบางราย ส่วนยาแก้แพ้อาจทำให้เด็กมีอาการปากแห้ง คอแห้ง หรือในบางรายอาจมีอาการง่วงนอนหรือตื่นตัวมากกว่าปกติขึ้นอยู่กับชนิดของยา หากพบอาการผิดปกติเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ทันที

ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาดในเด็กนอนกรน

มีกลุ่มยาหลายชนิดที่ห้ามซื้อให้เด็กที่มีอาการนอนกรนหรือสงสัยว่าเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับรับประทานเองเด็ดขาด ได้แก่

  • ยานอนหลับและยากล่อมประสาททุกชนิด: เนื่องจากจะกดการทำงานของศูนย์ควบคุมการหายใจในสมอง ทำให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับมีความรุนแรงและอันตรายถึงชีวิต
  • ยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่มีฤทธิ์กดประสาทรุนแรง: อาจทำให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจหย่อนตัวมากเกินไปจนเกิดการอุดตันทางเดินหายใจสมบูรณ์
  • ยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของสารกลุ่มโอปิออยด์ (Opioids): ห้ามใช้เด็ดขาดเพราะมีฤทธิ์กดการหายใจอย่างรุนแรง

การดูแลและพยาบาลที่บ้านร่วมกับการรักษาทางการแพทย์

การปรับสิ่งแวดล้อมภายในบ้านเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดอาการนอนกรนของลูกได้

  • ควบคุมความสะอาดภายในห้องนอน หลีกเลี่ยงฝุ่นละออง ไรฝุ่น ขนสัตว์ และควันบุหรี่ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้
  • ควบคุมน้ำหนักตัวของเด็กให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามกราฟ องค์การอนามัยโลก (WHO)
  • จัดท่านอนให้เหมาะสม เช่น การให้นอนตะแคง เพื่อลดการทับถมของเนื้อเยื่อบริเวณลำคอ
  • ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ (Humidifier) ในห้องนอนหากอากาศแห้งเกินไป

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันสามารถทำได้ตั้งแต่การดูแลโภชนาการให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วน ส่งเสริมให้เด็กออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ นอกจากนี้การรับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันอื่นๆ จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนที่มักเป็นชนวนเหตุทำให้อาการนอนกรนกำเริบขึ้นมาได้

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down