ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกเป็นต่อมทอนซิลอักเสบ บ่อยแค่ไหนถึงควรผ่าตัด และแนวทางการดูแลที่ถูกต้อง

โรคต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่พบบ่อยมากที่สุดในเด็กทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็กเล็กไปจนถึงวัยเรียน ทอนซิลทำหน้าที่เป็นด่านหน้าของระบบภูมิคุ้มกันในการดักจับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางปากและจมูก เมื่อต่อมทอนซิลทำงานหนักในการต่อสู้กับเชื้อโรค จึงมักเกิดการอักเสบและบวมแดงได้ง่าย สร้างความเจ็บปวด ทรมาน และความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคต่อมทอนซิลอักเสบในเด็ก

การอักเสบของต่อมทอนซิลสามารถเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย โดยการติดเชื้อไวรัสมักพบได้บ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี เช่น เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) และไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus) ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรียมักพบบ่อยในเด็กวัยเรียน โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียกลุ่มเอสเตรปโตคอคคัส (Group A Streptococcus) ซึ่งมีความสำคัญทางการแพทย์เนื่องจากหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ไข้รูมาติก (Rheumatic Fever) หรือโรคไตอักเสบได้ เชื้อเหล่านี้ติดต่อกันได้ง่ายผ่านการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งของร่วมกันในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรค

อาการของเด็กที่เป็นต่อมทอนซิลอักเสบมักเริ่มจากการเจ็บคออย่างรุนแรง กลืนน้ำลายหรืออาหารลำบาก มีไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และมีกลิ่นปาก เมื่อตรวจดูภายในช่องปากจะพบต่อมทอนซิลทั้งสองข้างบวมแดงโตอย่างเห็นได้ชัด บางครั้งอาจมีจุดหนองสีขาวหรือเหลืองปกคลุมอยู่บนผิวของต่อมทอนซิลต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอโตและกดเจ็บ อาการเหล่านี้มักแสดงความรุนแรงมากในช่วง 2 ถึง 3 วันแรก และค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับภายใน 5 ถึง 7 วัน หากได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการเจ็บคอร่วมกับมีผื่นขึ้นตามตัว หรือมีอาการปวดท้องร่วมด้วย ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรียกลุ่มเอสเตรปโตคอคคัสโดยละเอียด

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ ควรรีบพาบุตรหลานไปพบแพทย์ในทันที:

  • ไข้สูงมากและไม่ยอมลดลงเลยแม้จะเช็ดตัวและให้ยาลดไข้แล้ว นานเกิน 3 วัน
  • เด็กมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมดื่มน้ำหรือดื่มนม ภาวะขาดน้ำ
  • มีอาการหายใจลำบาก หายใจมีเสียงดัง หอบเหนื่อย หรือหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
  • มีน้ำลายไหลยืดตลอดเวลาเพราะไม่สามารถกลืนน้ำลายลงคอได้
  • อ้าปากได้จำกัด หรือมีอาการคอแข็ง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด ตรวจร่างกายโดยใช้ไม้กดลิ้นเพื่อดูความผิดปกติในลำช่องปากและคอ ร่วมกับการคลำต่อมน้ำเหลืองที่คอ ในกรณีที่สงสัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจทำการป้ายเนื้อเยื่อบริเวณคอเพื่อตรวจหาเชื้อ (Throat Swab) หรือทำการตรวจหาแอนติเจนอย่างรวดเร็ว (Rapid Antigen Test) เพื่อยืนยันผลและประกอบการพิจารณาเลือกใช้ยาฆ่าเชื้อที่ตรงกับโรค

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษา ขนาดยา และวิธีใช้อย่างปลอดภัย

การรักษาต่อมทอนซิลอักเสบจะมุ่งเน้นไปที่การรักษาตามอาการและการกำจัดเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุ:

  • ยาลดไข้และบรรเทาอาการปวด: ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาหลักที่ใช้ในเด็ก โดยขนาดยาที่ถูกต้องคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้หรือปวด
  • ยาต้านจุลชีพหรือยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics): หากแพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) เด็กจำเป็นต้องรับประทานยาติดต่อกันจนครบกำหนดตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามหยุดยาปฏิชีวนะเองเด็ดขาดเมื่อลูกอาการดีขึ้น เพราะอาจทำให้เชื้อโรคไม่ตายสนิทและเกิดการดื้อยาในอนาคต

ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

ในเด็กที่เป็นไข้และมีอาการเจ็บคอจากต่อมทอนซิลอักเสบ มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่สำคัญมากคือ ห้ามซื้อยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือยาแอสไพริน (Aspirin) มาให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากยาในกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติในทางเดินอาหาร หรือในกรณีของแอสไพรินอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสมองและตับที่รุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้ ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองหากยังไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ เพราะส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสซึ่งยาฆ่าเชื้อจะไม่มีผลในการรักษา

ลูกเป็นต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยแค่ไหนถึงควรผ่าตัด

คำถามยอดฮิตจากคุณพ่อคุณแม่คือ ลูกเป็นต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยแค่ไหนถึงควรผ่าตัด? ตามแนวทางกุมารเวชศาสตร์สากล เกณฑ์ในการพิจารณาผ่าตัดต่อมทอนซิลออก (Tonsillectomy) มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนดังนี้:

  • เด็กมีอาการต่อมทอนซิลอักเสบติดเชื้อรุนแรงบ่อยครั้ง เกิน 7 ครั้งใน 1 ปี หรือ
  • เป็นอักเสบรุนแรง 5 ครั้งต่อปีติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี หรือ
  • เป็นอักเสบรุนแรง 3 ครั้งต่อปีติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี
  • ต่อมทอนซิลโตมากจนส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) มีอาการนอนกรนเสียงดังร่วมกับสะดุ้งตื่นเป็นประจำ
  • มีภาวะถุงหนองรอบต่อมทอนซิล (Peritonsillar Abscess) ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา

วิธีดูแลความสะอาดช่องปากและวิธีปฏิบัติที่บ้าน

การดูแลรักษาความสะอาดช่องปากและการปฏิบัติตัวที่บ้านเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กฟื้นตัวได้เร็วขึ้น:

  • สนับสนุนให้เด็กดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้ชุ่มคอ
  • เลือกรับประทานอาหารอ่อนที่กลืนง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่นๆ หรือไอศกรีมรสจืดเพื่อช่วยลดอาการเจ็บคอ
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารทอด อาหารกรอบ หรืออาหารที่มีความเป็นกรดสูงที่จะระคายเคืองคอ
  • ฝึกให้เด็กบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ เป็นประจำ (ในเด็กโตที่สามารถบ้วนปากได้) เพื่อลดจำนวนเชื้อโรคในช่องปาก
  • การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นสะอาดอย่างถูกวิธีเมื่อมีไข้สูง

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อซ้ำสามารถทำได้โดยการปลูกฝังสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด การไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการเข้ารับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามคำแนะนำของกุมารแพทย์

สรุปสำหรับผู้ปกครอง: การผ่าตัดต่อมทอนซิลไม่ใช่ทางเลือกแรกสำหรับการรักษา แต่จะพิจารณาเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนตามความถี่และความรุนแรงของโรค เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็กควรปรึกษากุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก ทุกครั้ง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down