เข้าใจโรคไวรัสลงกระเพาะในเด็ก: ภัยเงียบที่มาพร้อมอาการอาเจียนและท้องเสีย
โรคไวรัสลงกระเพาะอาหารและลำไส้ (Gastroenteritis) เป็นภาวะการติดเชื้อระบบทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยมากในเด็กทารกและเด็กเล็ก เชื้อโรคเหล่านี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านทางน้ำลาย อาหาร น้ำดื่ม หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อโรค อาการหลักที่ทำให้พ่อแม่กังวลใจอย่างมากคือ ลูกท้องเสียอาเจียนบ่อยจากไวรัสลงกระเพาะ ซึ่งหากดูแลไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว
สาเหตุและเชื้อโรคที่พบบ่อยในเด็ก
เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักของโรคนี้ได้แก่ โรตาไวรัส (Rotavirus) และโนโรไวรัส (Norovirus) โดยโรตาไวรัสมักพบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรงร่วมกับไข้สูงและอาเจียน ส่วนโนโรไวรัสสามารถติดเชื้อได้ทุกวัยและแพร่ระบาดได้ง่ายในโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก เชื้อโรคเหล่านี้จะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ ทำให้การดูดซึมน้ำและสารอาหารบกพร่อง เกิดอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำและอาเจียนพุ่งอย่างต่อเนื่อง
อาการสำคัญและลำดับขั้นของโรค
เด็กที่ได้รับเชื้อจะมีอาการแสดงออกอย่างรวดเร็ว โดยแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น: มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนบ่อย กินอะไรไม่ได้ อาเจียนแม้กระทั่งดื่มน้ำเปล่า ตามมาด้วยไข้ต่ำถึงปานกลาง และปวดท้องบิดเกร็ง
- ระยะออกอาการเด่นชัด: เริ่มมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำจำนวนมากติดต่อกันหลายครั้ง บางรายถ่ายวันละมากกว่าสิบครั้ง ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ปริมาณมาก
- ระยะฟื้นตัว: อาการอาเจียนจะค่อยๆ ลดลงภายในสองถึงสามวัน แต่อาการท้องเสียอาจหลงเหลืออยู่ได้นานถึงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่เยื่อบุลำไส้จะซ่อมแซมตัวเองจนกลับมาเป็นปกติ
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที
- มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดนานเกิน 6 ชั่วโมง ตาโหลลึก
- ซึมมาก ปลุกตื่นยาก หรืออ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด
- อาเจียนพุ่งทุกครั้งที่ดื่มน้ำหรือกินอาหาร ไม่สามารถรับประทานอะไรได้เลย
- อุจจาระมีมูกเลือดปน หรือมีไข้สูงเกิน 39 อาศาเซลเซียส
- อาการปวดท้องรุนแรงและคงที่ตลอดเวลา
วิธีดูแลรักษาและการใช้ยาที่ถูกต้อง
การรักษาโรคไวรัสลงกระเพาะส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อจึงไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และอาจส่งผลเสียต่อสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ได้
การให้น้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts: ORS)
หัวใจสำคัญที่สุดในการรักษาคือการชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปจากการอาเจียนและท้องเสีย พ่อแม่ควรให้ลูกจิบสารละลายเกลือแร่ ORS ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เช่น จิบทุกๆ 5 ถึง 10 นาที เพื่อป้องกันการอาเจียนซ้ำ ห้ามให้ดื่มน้ำเปล่าบริสุทธิ์ปริมาณมากๆ ในคราวเดียว หรือเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬาที่มีน้ำตาลสูง เพราะจะทำให้อาการท้องเสียแย่ลง
การใช้ยาลดไข้และขนาดยาที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว
หากเด็กมีไข้สูงหรือปวดเมื่อยตามตัว สามารถให้รับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ได้ โดยต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวที่แท้จริงของเด็กเท่านั้น คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 (kilogram) ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการไข้
ยาอันตรายที่ห้ามซื้อให้เด็กกินเองเด็ดขาด
มีกลุ่มยาหลายชนิดที่พ่อแม่มักเข้าใจผิดและหาซื้อมาให้เด็กกินเอง ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งทางการแพทย์ ได้แก่
- ยาหยุดถ่าย (Anti-motility drugs): เช่น ยาโลรามิด (Loperamide) ห้ามใช้ในเด็กเล็กเด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อโรคและสารพิษค้างอยู่ในลำไส้ ขับออกไม่ได้ อาจทำให้ลำไส้โป่งพองและเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
- ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics): ไม่มีผลรักษาเชื้อไวรัส และการใช้พร่ำเพื้อนจะทำให้เชื้อโรคดื้อยาในอนาคต
- ยาแก้อาเจียนแรงๆ บางชนิด: อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงทางระบบประสาทในเด็กเล็กได้ ควรอยู่ภายใต้การดูแลและสั่งจ่ายโดยกุมารแพทย์เท่านั้น
โภชนาการและการฟื้นฟูร่างกายในช่วงท้องเสีย
เมื่ออาการอาเจียนทุเลาลงแล้ว เด็กควรได้รับอาหารอ่อนย่อยง่ายเพื่อช่วยฟื้นฟูเยื่อบุลำไส้ สำหรับเด็กทารกยังคงสามารถให้นมแม่หรือนมสูตรปกติได้ตามเดิม (ไม่ต้องผสมเจือจาง เว้นแต่แพทย์สั่ง) สำหรับเด็กโตสามารถรับประทานข้าวต้ม โจ๊ก กล้วยหอม แอปเปิ้ลบด หรือเนื้อสัตว์ไม่ไขมันย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด นมวัวรสหวาน หรือน้ำผลไม้กล่องที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูงเพราะจะกระตุ้นให้อาการท้องเสียเป็นมากขึ้น
วิธีการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส
เนื่องจากเชื้อไวรัสนี้ติดต่อได้ง่ายมากผ่านการสัมผัส การป้องกันที่ดีที่สุดคือการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำนานอย่างน้อย 20 วินาทีทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ และก่อนเตรียมอาหารหรือรับประทานอาหาร ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสร่วมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคโรตาไวรัส (Rotavirus Vaccine) ชนิดหยอดทางปาก ซึ่งสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ พ่อแม่ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อรับวัคซีนตามกำหนดเวลา