ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกเป็นไข้ ไอเรื้อรัง ไม่หายสักที: ปัญหาใหญ่ที่พ่อแม่กังวลใจ

อาการเจ็บป่วยในเด็กเล็กเป็นเรื่องที่สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ปกครองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อลูกเป็นไข้ร่วมกับมีอาการไอเรื้อรังเป็นเวลานานจนไม่หายสักที อาการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กพักผ่อนไม่เพียงพอ งอแง และรับประทานอาหารได้น้อยลงเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคระบบทางเดินหายใจที่ซับซ้อน หรืออาจเกิดจากการรักษาที่ไม่ตรงจุดและการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในฐานะกุมารแพทย์พบว่าปัญหาการใช้ยาผิดขนาดหรือการซื้อยาปฏิชีวนะให้เด็กรับประทานเองเป็นสิ่งอันตรายที่พบได้บ่อยและส่งผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวของเด็กอย่างมาก

สาเหตุและกลไกการเกิดอาการไข้และไอเรื้อรังในเด็ก

อาการไข้เป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ ส่วนอาการไอเกิดจากการระคายเคืองหรือการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ โดยสาเหตุหลักที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่

  • การติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ เช่น ไวรัสอาร์เอสวี ไรโนไวรัส และเชื้อไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมักทำให้มีไข้ร่วมกับไอและน้ำูก
  • การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หรือไซนัสอักเสบ ซึ่งทำให้มีไข้สูงนานและไอมีเสมหะข้นเหลืองเขียว
  • โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจและหอบหืด ซึ่งมักมีอาการไอเรื้อรังโดยไม่มีไข้ แต่กระตุ้นให้เกิดอาการไอมากขึ้นเมื่อเจอสิ่งกระตุ้น
  • ภาวะไอเรื้อรังหลังการติดเชื้อไวรัส ซึ่งเยื่อบุทางเดินหายใจยังมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นแม้จะหายจากโรคแล้ว

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาตามอาการ

การรักษาอาการไข้และไอเรื้อรังในเด็กจะต้องเน้นการรักษาตามอาการควบคู่ไปกับการรักษาโรคต้นเหตุ โดยกลุ่มยาหลักที่มีความจำเป็นประกอบด้วย

  • ยากลุ่มลดไข้และบรรเทาปวด เช่น พาราเซตามอล
  • ยากลุ่มละลายเสมหะและขับเสมหะ เพื่อช่วยให้เสมหะเหนียวข้นน้อยลงและขับออกได้ง่ายขึ้น
  • ยาขยายหลอดลมหรือยาลดการอักเสบเฉพาะโรค สำหรับเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด
  • น้ำเกลือหยอดจมูกและพ่นจมูก เพื่อช่วยลดอาการคัดจมูกและระบายน้ำมูกลงคอที่กระตุ้นให้เกิดการไอ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การใช้ยาแก้ไอในเด็กอายุต่ำกว่าสองปีต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของแพทย์เท่านั้น เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงและทำให้เด็กไม่สามารถขับเสมหะออกได้เอง

ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว

ยาพาราเซตามอลเป็นยาหลักในการลดไข้สำหรับเด็ก แต่การคำนวณขนาดยาต้องอ้างอิงจากน้ำหนักตัวของเด็กเป็นหลัก ไม่ใช่อายุ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด ขนาดยาที่ถูกต้องคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการไข้เท่านั้น

ตัวอย่างเช่น หากเด็กมีน้ำหนัก 12 กิโลกรัม ขนาดยาที่เหมาะสมต่อครั้งคือ 120 ถึง 180 มิลลิกรัม หากใช้ยาชนิดน้ำเชื่อมความเข้มข้น 120 มิลลิกรัมต่อ 5 ซิลลิลิตร จะต้องให้รับประทานครั้งละ 5 ถึง 7.5 ซิลลิลิตร ห้ามให้ยาถี่กว่าทุก 4 ชั่วโมง และควรเว้นระยะเวลาให้ชัดเจนเพื่อป้องกันภาวะพิษต่อตับจากการได้รับยาเกินขนาด

ข้อควรระวังสำคัญและยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์และเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเองอย่างเด็ดขาดหากยังไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ เนื่องจากส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งยาปฏิชีวนะไม่มีผลในการรักษา และอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต

นอกจากนี้ควรระวังการใช้ยาแก้แพ้ชนิดง่วงร่วมกับยาแก้ไอหลายชนิดพร้อมกันเพราะอาจทำให้เด็กซึมมากเกินไป และห้ามใช้ยากลุ่มกดอาการไอในเด็กเล็กที่มีเสมหะมาก เนื่องจากจะทำให้เสมหะคั่งค้างในปอดและเกิดภาวะปอดอักเสบตามมาได้

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาเด็กพบแพทย์ทันที

หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ผู้ปกครองต้องพาไปโรงพยาบาลโดยด่วน

  • ไข้สูงมากติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือไข้ไม่ยอมลดลงเลยหลังได้รับยาลดไข้
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือมีเสียงครืดคราดในอก
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
  • ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเขียวคล้ำ
  • มีอาการชักร่วมกับไข้สูง

การดูแลและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

การดูแลเด็กที่บ้านนอกจากจะให้รับประทานยาตามแพทย์สั่งแล้ว ควรให้เด็กดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยให้ชุ่มคอและละลายเสมหะ สำหรับเด็กทารกสามารถใช้ลูกยางแดงดูดน้ำมูกออกก่อนมื้อนมเพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น การเช็ดตัวลดไข้ควรใช้น้ำอุ่นอุณหภูมิห้อง ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ก และจัดห้องให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก ปราศจากฝุ่นละอองและควันบุหรี่ที่เป็นตัวกระตุ้นให้อาการไอรุนแรงขึ้น

บทสรุปสำหรับผู้ดูแล

อาการไข้และไอเรื้อรังในเด็กเป็นอาการที่ต้องอาศัยความใส่ใจและความเข้าใจในการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด คำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัว หลีกเลี่ยงการใช้ยาอันตราย และคอยสังเกตสัญญาณเตือนภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down