ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความกังวลของพ่อแม่เมื่อลูกเข้าเนอสเซอรี่แล้วป่วยบ่อย

การที่เด็กเล็กเริ่มก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนเตรียมอนุบาลหรือเนอสเซอรี่ (Nursery) มักมาพร้อมกับความกังวลใจของพ่อแม่ เนื่องจากลูกน้อยมักจะเจ็บป่วยบ่อยครั้งจนแทบจะทุกสัปดาห์ จนทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องลาหยุดงานบ่อยครั้ง ปรากฏการณ์นี้ในทางการแพทย์ถือเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยและมักเกิดขึ้นกับเด็กทุกคนที่เริ่มไปโรงเรียน เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ และต้องไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเด็กจำนวนมาก ซึ่งมีการสัมผัสสิ่งของร่วมกันและรับเชื้อโรคจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน

บทความนี้เขียนขึ้นโดยกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ การใช้ยาอย่างปลอดภัย ขนาดยาที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว รวมถึงสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบนำเด็กพบแพทย์ทันที เพื่อให้พ่อแม่สามารถรับมือได้อย่างถูกวิธีและลดความวิตกกังวล

สาเหตุและกลไกการที่เด็กป่วยบ่อยเมื่อไปเนอสเซอรี่

สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กเข้าเนอสเซอรี่แล้วป่วยทุกสัปดาห์ มาจากการที่เด็กได้รับเชื้อโรคชนิดใหม่ๆ ที่ตนเองยังไม่เคยมีภูมิคุ้มกันมาก่อน เชื้อโรคเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัส (Viruses) ในระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

  • เชื้อไวรัสไข้หวัดทั่วไป (Common Cold Viruses): เช่น ไรโนไวรัส (Rhinovirus) อะดีโนไวรัส (Adenovirus) และโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ที่ไม่รุนแรง
  • ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV): เชื้อไวรัสยอดฮิตที่ทำให้เกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง มีเสมหะมาก หอบเหนื่อย
  • เชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus): ทำให้มีไข้สูงปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลียมาก
  • โรคมือ เท้า ปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease): เกิดจากไวรัสกลุ่ม Enterovirus พบได้บ่อยในเด็กเล็ก มีแผลในปากและตุ่มน้ำใส

กลไกการติดต่อส่วนใหญ่เกิดจากการไอ จาม การสัมผัสละอองฝอยน้ำลาย หรือการใช้ของเล่นร่วมกันแล้วนำมือเข้าปาก เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่มีสุขอนามัยที่ดีพอในการล้างมือบ่อยๆ

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาตามอาการ

เนื่องจากการเจ็บป่วยส่วนใหญ่ในเด็กที่ไปเนอสเซอรี่เกิดจากเชื้อไวรัส การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) เนื่องจากยังไม่มีon-specific antiviral drug สำหรับไวรัสทุกชนิด โดยกลุ่มยาหลักที่แพทย์มักจ่ายหรือแนะนำให้มีติดบ้าน ได้แก่

  • ยาลดไข้บรรเทาปวด: ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นหลัก
  • ยาละลายเสมหะและขับเสมหะ: ช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะ
  • ยาลดน้ำมูกและแก้แพ้ (Antihistamines): ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล
  • น้ำเกลือหยอดจมูก (Normal Saline Solution): ใช้ล้างจมูกหรือหยอดจมูกเพื่อลดความเหนียวของน้ำมูกในโพรงจมูก
  • เกลือแร่ (ORS - Oral Rehydration Salts): สำหรับทดแทนน้ำและเกลือแร่เมื่อมีอาการท้องเสียหรืออาเจียน

ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัยตามน้ำหนักตัว

การคำนวณขนาดยาในเด็กมีความสำคัญมาก เพราะหากให้ยาปริมาณน้อยเกินไปจะไม่ได้ผล แต่หากให้มากเกินไปอาจเกิดพิษต่อตับหรือไตได้ โดยเฉพาะยาพาราเซตามอล

คำแนะนำจากคุณหมอ: ขนาดยาพาราเซตามอลสำหรับเด็ก คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการไข้ โดยห้ามให้เกิน 5 ครั้งใน 24 ชั่วโมง และต้องใช้ช้อนชาหรือไซริงค์ (Syringe) ที่ได้มาตรฐานในการตวงยาตามน้ำหนักตัวเด็ก ไม่ควรใช้เกณฑ์อายุเนื่องจากเด็กแต่ละคนมีน้ำหนักตัวไม่เท่ากัน

ตัวอย่างการคำนวณ: หากเด็กหนัก 12 กิโลกรัม ขนาดยาพาราเซตามอลชนิดน้ำเชื่อม (ความเข้มข้น 120 มิลลิกรัม / 5 ซีซี) ที่เหมาะสมคือ 120 ถึง 180 มิลลิกรัม หรือประมาณ 5 ถึง 7.5 ซีซี ต่อครั้ง

ข้อควรระวังสำคัญและยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: มีกลุ่มยาหลายชนิดที่ห้ามซื้อให้เด็กทานเองเด็ดขาด ได้แก่ ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) และยาแอสไพริน (Aspirin) ในกรณีที่เด็กมีไข้สูงและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยแน่ชัดว่าไม่ใช่โรคไข้เลือดออก เนื่องจากยาเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เลือดออกง่ายหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ให้เด็กทานเองเมื่อติดเชื้อไวรัส เพราะไม่ช่วยรักษาและทำให้เกิดเชื้อดื้อยา

นอกจากนี้ ยาแก้ไอหรือยาลดน้ำมูกบางชนิดในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี อาจมีผลข้างเคียงที่อันตราย จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนซื้อยา

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้เด็กจะมีอาการป่วยบ่อย แต่หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณเตือนอันตรายที่พ่อแม่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

  • ไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส หรือไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วันโดยไม่ลดลง
  • มีอาการชักจากไข้ (Febrile Seizure)
  • เด็กซึมลง ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่อปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง (บ่งบอกภาวะขาดน้ำ)
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือมีเสียงครืดคราดในอก
  • อาเจียนพุ่งทุกครั้งหลังดื่มนมหรือน้ำ หรือถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด

วิธีดูแลรักษาและพยาบาลที่บ้าน

การดูแลเด็กป่วยที่บ้านต้องอาศัยความใส่ใจและความเข้าใจที่ถูกต้อง

  • การเช็ดตัวลดไข้ (Tepid Sponge): ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อน
  • การดื่มน้ำอุ่นและนม: กระตุ้นให้เด็กจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้น
  • การพักผ่อน: ให้เด็กนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเชื้อโรค

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

เพื่อลดความถี่ในการเจ็บป่วย พ่อแม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ได้

  • การล้างมือบ่อยๆ: สอนและฝึกให้เด็กปฏิบัติสุขอนามัยการล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรค: เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี วัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้อต่างๆ ตามคำแนะนำของกุมารแพทย์
  • โภชนาการที่ครบถ้วน: เน้นทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ผักและผลไม้สดที่มีวิตามินซีสูง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down