ลูกป่วยบ่อยผิดปกติ: ทำความเข้าใจต้นตอและแนวทางการดูแล
การที่เด็กเล็กหรือทารกมีอาการเจ็บป่วยบ่อยครั้ง เช่น เป็นไข้ ไอ น้ำูกไหล หรือท้องเสียซ้ำซ้อน ถือเป็นความกังวลใจอันดับต้นๆ ของพ่อแม่ยุคใหม่ ในทางการแพทย์ เด็กในช่วงอายุหกเดือนถึงห้าปีจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ประกอบกับการเข้าโรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็กทำให้เด็กต้องสัมผัสกับเชื้อโรคหลากหลายชนิด ทั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ส่งผลให้เด็กอาจป่วยได้ถึงแปดถึงสิบครั้งต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์ที่พบได้ตามธรรมชาติหากเด็กยังมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตสมวัย อย่างไรก็ตาม การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการป่วยบ่อยๆ เหล่านี้จำเป็นต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของกุมารแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันผลข้างเคียงอันตรายจากการใช้ยาผิดวิธี
กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาเมื่อลูกป่วยบ่อย
เมื่อเด็กมีอาการเจ็บป่วย การเลือกใช้ยาต้องพิจารณาตามอาการหลักที่เป็น โดยแบ่งกลุ่มยาออกเป็นหมวดหมู่ที่สำคัญดังนี้
ยาบรรเทาอาการไข้และลดปวด
ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาหลักตัวแรกที่แพทย์เลือกใช้สำหรับเด็กเพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวด เช่น ปวดหู หรือปวดจากคออักเสบ ยานี้มีความปลอดภัยสูงหากใช้อย่างถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็ก
ยาบรรเทาอาการหวัดและภูมิแพ้
ยากลุ่มต้านฮิสทามีน (Antihistamines) หรือยาแก้แพ้ ช่วยลดอาการน้ำมูกไหล จาม หรือคัดจมูก ควรเลือกใช้ชนิดที่ไม่ง่วงซึมในเวลากลางวันตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ไอผสมสารกดอาการไอในเด็กเล็กอายุต่ำกว่าสองปีเนื่องจากอาจเกิดอันตรายร้ายแรง
ยาขยายหลอดลมและละลายเสมหะ
ในเด็กที่มีอาการไอร่วมกับหลอดลมตีบตันจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาขยายหลอดลมหรือยาละลายเสมหะ เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้นและขับเสมหะออกได้ง่าย
ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัยตามหลักการแพทย์
ความปลอดภัยในการใช้ยาสำหรับเด็กขึ้นอยู่กับการคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัว (Body Weight-based dosing) เป็นหลักสำคัญที่สุด ห้ามกะประมาณปริมาณยาด้วยช้อนชาทั่วไปเด็ดขาด เนื่องจากช้อนชาในครัวเรือนมีขนาดไม่มาตรฐาน ควรถ้วยตวงหรือสร้อยฉีดยา (Syringe) ที่ได้มาตรฐานจากโรงพยาบาลหรือร้านขายยา
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา
การใช้ยาในเด็กมีความเสี่ยงเรื่องผลข้างเคียงที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ยาพาราเซตามอลหากได้รับเกินขนาดอาจส่งผลกระทบต่อตับ ยาแก้แพ้บางชนิดอาจทำให้เด็กง่วงซึม อ่อนเพลีย หรือในทางตรงกันข้ามอาจทำให้เด็กบางรายมีอาการกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ นอกจากนี้ การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อยังส่งผลให้เกิดอาการท้องเสีย ทำลายแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ และสร้างปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต
ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาดในเด็ก
มีกลุ่มยาหลายชนิดที่ห้ามซื้อให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาดโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์ เนื่องจากอาจเกิดอันตรายถึงชีวิต
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาเด็กพบแพทย์ทันที
หากเด็กมีอาการป่วยบ่อยและมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณวิกฤตที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
- ไข้สูงมากกว่า 39องศาเซลเซียส หรือไข้ไม่ลดลงเลยหลังจากให้ยาลดไข้และเช็ดตัวผ่านไป 3 วัน
- มีอาการชักจากไข้ (Febrile Seizure) เกร็งกระตุก หรือหมดสติ
- เด็กซึมลงมาก ไม่ยอมตื่นมาดูดนมหรือดื่มน้ำ ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่มีเลยนานเกิน 6 ชั่วโมง
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนอกบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ
- อาเจียนพุ่งทุกครั้งหลังรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ มีอาการปวดท้องรุนแรง
วิธีดูแลรักษาและพยาบาลที่บ้าน
การดูแลเด็กป่วยที่บ้านนอกจากการให้ยาตามแพทย์สั่งแล้ว การเช็ดตัวลดไข้ (Tepid Sponge) ด้วยน้ำอุ่นอย่างถูกวิธีจะช่วยระบายความร้อนได้ดี การให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือนมแม่บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ รวมถึงการจัดเตรียมอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย จะช่วยให้ร่างกายเด็กฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การลดความถี่ในการป่วยของลูกสามารถทำได้ด้วยการสร้างเสริมสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือบ่อยๆ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และการได้รับวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันตามกำหนดของกุมารแพทย์อย่างครบถ้วน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อโรตาไวรัส และวัคซีนไอพีดี