ลูกเข้าเนอสเซอรี่แล้วป่วยบ่อย เกิดจากอะไรและเป็นเรื่องปกติหรือไม่
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักพบกับความกังวลใจเมื่อลูกรักเริ่มก้าวเข้าสู่รั้วเนอสเซอรี่หรือโรงเรียนอนุบาล เพราะจากเด็กที่เคยแข็งแรงดี กลับต้องเผชิญกับอาการเจ็บป่วยไม่เว้นแต่ละสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด น้ำูกไหล ไอ หรือท้องเสีย จนทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องลาหยุดงานบ่อยครั้ง อาการเจ็บป่วยเหล่านี้ในทางการแพทย์ถือเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อยมากในช่วงขวบปีแรกที่เด็กเริ่มเข้าสังคม เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเล็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ และการที่เด็กต้องมาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ทำให้เชื้อโรคติดต่อกันได้ง่ายผ่านการสัมผัสของเล่น ละอองฝอยจากการไอจาม และการนำมือเข้าปาก
ในเด็กวัยแรกเกิดถึงห้าขวบ ระบบภูมิคุ้มกันยังเปรียบเสมือนทหารฝึกหัดที่ยังไม่รู้จักเชื้อโรคหลากหลายสายพันธุ์ การส่งลูกเข้าเนอสเซอรี่จึงเป็นการกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันได้รู้จักและสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ (Natural Immunity) ต่อเชื้อไวรัสที่มีมากกว่าสองร้อยสายพันธุ์ โดยเฉลี่ยแล้วเด็กที่เข้าเนอสเซอรี่อาจป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนถึงแปดถึงสิบครั้งต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์ที่ยังอยู่ในวิสัยปกติ หากเด็กสามารถหายป่วยได้เองและไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคในเด็กวัยเนอสเซอรี่
สาเหตุหลักของการเจ็บป่วยบ่อยในเด็กกลุ่มนี้มาจากการติดเชื้อไวรัสเป็นส่วนใหญ่ เช่น ไวรัสไรโน (Rhinovirus) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้หวัด ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) ไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) หรือไข้หวัดใหญ่ รวมถึงเชื้อไวรัสโรตา (Rotavirus) ที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงรุนแรง เชื้อโรคเหล่านี้ติดต่อกันได้ง่ายมากผ่านทางทางเดินหายใจและการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน
กลไกการเกิดโรคเริ่มต้นจากการที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุจมูก ตา หรือปาก จากนั้นเชื้อจะเข้าไปฝังตัวและเบียดเบียนเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการอักเสบ บวม มีสารน้ำหลั่งออกมาเป็นน้ำมูกและเสมหะ ร่างกายจะตอบสนองด้วยการกระตุ้นกลไกการอักเสบ ซึ่งส่งผลให้เกิดไข้ ไอ และอ่อนเพลีย ในเด็กเล็กเนื่องจากท่อทางเดินหายใจยังแคบและสั้น อาการอักเสบเพียงเล็กน้อยจึงอาจแสดงออกเป็นอาการหอบเหนื่อยหรือมีเสียงครืดkราดในลำคอได้อย่างชัดเจนกว่าผู้ใหญ่
อาการแสดงสำคัญและระยะของโรคที่ต้องสังเกต
การดำเนินของโรคในเด็กมักมีรูปแบบที่ชัดเจน โดยในระยะแรกเริ่มเด็กจะมีอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกใส และเริ่มมีไข้ต่ำๆ ร่วมกับอาการซึมลงเล็กน้อยหรือไม่ค่อยยอมทานอาหาร ในระยะต่อมา อาการจะเด่นชัดขึ้นโดยน้ำมูกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเขียวข้น ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของเม็ดเลือดขาวที่เข้ามาต่อ1สู้กับเชื้อโรค ไม่ได้แปลว่าต้องได้รับยาปฏิชีวนะเสมอไป อาการไอจะเริ่มตามมา และไข้อาจสูงขึ้นได้ในช่วงสองถึงสามวันแรก
ระยะฟื้นตัวจะกินเวลาประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ อาการไอและน้ำมูกอาจยังคงหลงเหลืออยู่บ้างแม้ว่าไข้จะลดลงและเด็กเริ่มกลับมาร่าเริงเป็นปกติแล้ว ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด เพราะเด็กบางคนอาจมีโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือปอดบวม หากอาการไม่ดีขึ้นตามกาลเวลา
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที
แม้ว่าอาการป่วยเล็กๆ น้อยๆ จะดูแลรักษาตามอาการที่บ้านได้ แต่มีอาการบางประการที่เป็นสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ซึ่งแปลว่าโรคอาจลุกลามรุนแรงและต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์โดยด่วน ได้แก่
- ไข้สูงลอยเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส หรือไข้ไม่ลดลงเลยแม้จะให้ยาลดไข้และเช็ดตัวแล้ว
- มีอาการชักจากไข้ (Febrile Seizure) เกร็งกระตุกทั้งตัว หรือหมดสติไป
- เด็กซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือร้องกวนงอแงผิดปกติไม่หยุด
- มีภาวะหายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือมีเสียงหายใจผิดปกติ
- มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปากแห้ง แตก ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา และปัสสาวะไม่ออกนานเกินหกชั่วโมง
- มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง อาเจียนพุ่งอย่างรุนแรง หรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือด
วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกต้อง
การดูแลรักษาเด็กที่ป่วยจากโรคติดเชื้อในเนอสเซอรี่ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ (Supportive Care) เพื่อให้ร่างกายของเด็กสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคได้เอง มีแนวปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
- การจัดการไข้: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้องอย่างเคร่งครัด คือสิบถึงสิบห้ามิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามให้ยาลดไข้ถี่เกินกำหนด
- การเช็ดตัวลดไข้: ควรใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นในการเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาดเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและไข้สูงขึ้นกว่าเดิม
- การดูแลทางเดินหายใจ: หากเด็กมีน้ำมูกมากและหายใจไม่สะดวก ให้หยอดจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) เพื่อช่วยละลายน้ำมูกและดูดออกเบาๆ
- การชดเชยน้ำและสารอาหาร: ให้เด็กดื่มน้ำอุ่น นมแม่ หรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ เลือกอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปอุ่นๆ
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กป่วย
ในกระบวนการดูแลเด็กป่วย คุณพ่อคุณแม่ต้องระมัดระวังเรื่องการใช้ยาอย่างยิ่ง มีข้อห้ามสำคัญทางการแพทย์ที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กที่ยังมีไข้เด็ดขาด เนื่องจากอาจกระตุ้นให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Rye Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ส่งผลต่อตับและสมองจนถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้ หลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในช่วงที่ยังไม่สามารถตัดโรคไข้เลือดออกออกไปได้ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกในทางเดินอาหาร
หลีกเลี่ยงการให้เด็กรับประทานยาแก้ไอหรือยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่ทำให้ง่วงซึมโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะในเด็กเล็กยาเหล่านี้อาจทำให้เสมหะเหนียวข้นขึ้นจนขับออกยาก และอาจกดศูนย์การหายใจในสมองได้
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันไม่ให้ลูกป่วยบ่อยจนเกินไปเริ่มต้นจากการสร้างสุขอนามัยที่ดี ฝึกให้เด็ก ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำนานอย่างน้อยยี่สิบวินาทีก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ สอนให้เด็กไม่ใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น รักษาสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้สะอาด ปลอดโปร่ง และปราศจากควันบุหรี่มือสองซึ่งเป็นตัวทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจของเด็ก
การได้รับวัคซีนตามกำหนดเป็นเกราะป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไอพีดี (IPD) และวัคซีนโรตา (Rotavirus) นอกจากนี้ การส่งเสริมโภชนาการที่ครบถ้วนทั้งห้าหมู่ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และการพาเด็กไปออกกำลังกายกลางแจ้งรับแสงแดดอ่อนๆ จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงพร้อมรับมือกับเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น