เข้าใจโรคไข้หวัดใหญ่และโควิดในเด็ก
โรคระบบทางเดินหายใจในเด็กถือเป็นปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆ ที่สร้างความวิตกกังวลให้กับคุณพ่อคุณแม่ โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และในครอบครัว เชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้มีความสามารถในการกลายพันธุ์และก่อให้เกิดอาการตั้งแต่ระดับความรุนแรงน้อยไปจนถึงขั้นวิกฤต โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก ทารก และเด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของไข้หวัดใหญ่และโควิด
โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักคือเอและบี ส่วนโรคโควิดในเด็กเกิดจากการติดเชื้อไวรัสซาร์สคอฟทู (SARS-CoV-2) เชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้ติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม การพูดคุย หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือเข้าปาก จมูก หรือขยี้ตา เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเดินทางไปเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ การหลั่งสารเคมีในระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว และในรายที่มีภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ เชื้อไวรัสอาจลุกลามลงสู่ปอดจนเกิดปอดอักเสบได้
อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรค
อาการเริ่มต้นของทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิดมักมีความคล้ายคลึงกับไข้หวัดธรรมดา แต่มีความรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันมากกว่า เด็กจะมีไข้สูงลอย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด บางรายมีอาการไอแห้ง เจ็บคอ คัดจมูก มีน้ำใสๆ หรืออาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย โดยทั่วไปอาการไข้จะค่อยๆ ดีขึ้นภายในสามถึงห้าวัน หากเด็กมีสุขภาพแข็งแรง แต่ในเด็กกลุ่มเสี่ยง อาการอาจลุกลามและเข้าสู่ระยะวิกฤตได้หากไม่ได้รับการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด
สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที
คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงของลูกอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนอันตรายดังต่อไปนี้ ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนด:
- ไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียสติดต่อกันหลายวัน หรือไข้ที่ไม่ยอมลดลงแม้จะเช็ดตัวและให้ยาลดไข้แล้ว
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็วผิดปกติ หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
- ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจน
- ซึมลงปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
- ปฏิเสธการดื่มนมและน้ำ ดื่มน้ำไม่ได้เลย หรือมีภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะน้อยลง ปัสสาวะมีสีเข้มจัด ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง
- มีอาการชักเกร็ง หรือมีอาการทางระบบประสาท เช่น คอแข็ง สับสน ประสาทหลอน
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงประวัติการรับวัคซีนและการสัมผัสผู้ป่วย จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายอย่างครอบคลุม หากสงสัยว่าเป็นการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือโควิด แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยด้วยชุดตรวจหาเชื้อจำเพาะ เช่น การทำ Rapid Antigen Test หรือการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Swab) เพื่อยืนยันเชื้อ นอกจากนี้ ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาวและค่าการอักเสบ รวมถึงการเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ
วิธีการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่และโควิดในเด็กส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เอง หากเด็กมีอาการไม่รุนแรงและสามารถรับประทานอาหารได้ แพทย์อาจอนุญาตให้ดูแลรักษาที่บ้านได้พร้อมกับจ่ายยาตามอาการ
- การให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือสิบถึงสิบห้ากิโลกรัมต่อมิลลิกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้
- การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น (Tepid Sponge) เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายอย่างนุ่มนวล
- การให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- การรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม หรือโจ๊ก
- ในกรณีที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และมาพบแพทย์ทันเวลาในระยะแรก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเพื่อลดความรุนแรงของโรค
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อที่ดีที่สุดคือการสร้างเสริมสุขภาพและภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้กับเด็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ได้:
- การพาเด็กไปรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามกำหนดปีละหนึ่งครั้ง และรับวัคซีนป้องกันโรคโควิดตามคำแนะนำของกุมารแพทย์
- ฝึกสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี เช่น การล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์
- สอนให้เด็กสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัดหรือมีความเสี่ยงสูง
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในพื้นที่ปิดหรือแหล่งชุมชนหนาแน่นในช่วงที่มีการแพร่ระบาด
- ส่งเสริมการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ
สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล
การดูแลเด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่หรือโควิดต้องอาศัยความใส่ใจและความใจเย็นของคุณพ่อคุณแม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือการสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด วัดไข้อย่างสม่ำเสมอ และประเมินสัญญาณอันตราย Red Flags อย่างเคร่งครัด หากพบอาการผิดปกติ เช่น หายใจหอบเหนื่อย ซึมลง หรือรับประทานอาหารไม่ได้ ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อให้เด็กได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ