ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความสำคัญและภาพรวมของโรคต่อมทอนซิลอักเสบในเด็ก

ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนและเด็กเล็กที่เริ่มเข้าสู่สถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาล ต่อมทอนซิลเป็นอวัยวะประเภทต่อมน้ำเหลืองที่ตั้งอยู่บริเวณโคนลิ้นทั้งสองข้าง ทำหน้าที่เปรียบเสมือนด่านหน้าของระบบภูมิคุ้มกันคอยดักจับเชื้อโรค แบคทีเรีย และไวรัสที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางปากและจมูก เมื่อเด็กได้รับเชื้อโรคเหล่านี้ ต่อมทอนซิลอาจเกิดการติดเชื้อและอักเสบขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บคออย่างรุนแรง กลืนอาหารลำบาก และมีไข้สูง ซึ่งสร้างความกังวลใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคทอนซิลอักเสบ

การอักเสบของต่อมทอนซิลเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุหลัก แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ตามเชื้อก่อโรค ได้แก่

  • การติดเชื้อไวรัส (Viral Tonsillitis): เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ในเด็กเล็ก เกิดจากไวรัสทั่วไป เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza), ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) หรืออะดีโนไวรัส (Adenovirus) อาการมักมาพร้อมกับน้ำูกไหล ไอ และเจ็บคอเล็กน้อยถึงปานกลาง
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Tonsillitis): มักพบบ่อยในเด็กโต อายุตั้งแต่สามปีขึ้นไป เชื้อที่เป็นสาเหตุหลักคือ แบคทีเรียกลุ่มสเตรปโตคอคคัส (Group A Streptococcus - GAS) ซึ่งมักทำให้เกิดอาการเจ็บคอรุนแรง มีหนองที่ต่อมทอนซิล และต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอโต บวมกดเจ็บ

การติดต่อของโรคเกิดขึ้นผ่านทางการไอ จาม หรือการสัมผัสละอองฝอยน้ำลายของผู้ติดเชื้อ รวมถึงการใช้สิ่งของร่วมกันในสถานที่แออัด

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรค

อาการของเด็กที่เป็นต่อมทอนซิลอักเสบมักแสดงออกอย่างชัดเจนและรวดเร็ว โดยมีลำดับอาการดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น: เด็กจะมีอาการระคายคอ เจ็บคอเล็กน้อย มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ไม่อยากอาหาร และเริ่มกลืนน้ำลายหรืออาหารลำบาก
  • ระยะลุกลาม: ไข้จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อมทอนซิลทั้งสองข้างบวมแดงโตอย่างเห็นได้ชัด บางรายอาจมีคราบหนองสีขาวหรือเหลืองปกคลุมผิวของต่อมทอนซิล มีกลิ่นปากแรง เสียงแหบ ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยตามตัว
  • ระยะฟื้นตัว: เมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการไข้จะค่อยๆ ลดลงภายในสองถึงสามวัน และอาการเจ็บคอจะดีขึ้นตามลำดับจนหายเป็นปกติภายในหนึ่งสัปดาห์

สัญญาณอันตราย Red Flag Symptoms ที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนเพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
  • มีไข้สูงมากและไม่ยอมลดลงเลยแม้จะเช็ดตัวและทานยาลดไข้ติดต่อกันเกินสามวัน
  • หายใจลำบาก หายใจเสียงดัง หายใจหอบเหนื่อย หรือมีลักษณะซี่โครงบุ๋มเวลาหายใจ
  • มีอาการน้ำลายไหลยืดตลอดเวลา กลืนน้ำลายหรือกลืนอาหารไม่ได้เลยเนื่องจากเจ็บคอมากจนปฏิเสธการดื่มน้ำ
  • มีอาการซึมลงปลุกตื่นยาก หรือมีอาการชักจากไข้สูง
  • มีอาการบวมที่คอหรือใบหน้าอย่างผิดปกติ หรืออ้าปากได้จำกัด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

กุมารแพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักถามอาการ ระยะเวลา และประวัติการสัมผัสผู้ป่วย พร้อมทั้งใช้ไม้กดลิ้นเพื่อตรวจดูความแดงและหนองบริเวณลำคอและต่อมทอนซิล ร่วมกับการคลำต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ
  • การตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย (Throat Swab): ในกรณีที่สงสัยว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจใช้อุปกรณ์ป้ายบริเวณลำคอเพื่อส่งตรวจหาเชื้อสเตรปโตคอคคัส
  • การตรวจเลือดเพิ่มเติม: หากมีไข้สูงเรื้อรังเพื่อแยกโรคติดเชื้ออื่นๆ เช่น ไข้เลือดออก หรือภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือด

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

การรักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค หากเกิดจากไวรัส แพทย์จะรักษาตามอาการ แต่หากเกิดจากแบคทีเรีย จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ควรกินยาให้ครบตามแพทย์สั่งจนหมดแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลเด็กที่บ้านในช่วงป่วยเป็นสิ่งสำคัญมาก พ่อแม่ควรดูแลให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำในอุณหภูมิห้องบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และเลือกรับประทานอาหารอ่อนนุ่มเคี้ยวง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือไอศกรีมรสจืดเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ

วิธีการลดไข้และการใช้ยาอย่างปลอดภัย

การใช้ยาพาราเซตามอลต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต และห้ามใช้ยาปฏิชีวนะซื้อทานเองโดยเด็ดขาดหากยังไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์

ลูกเป็นต่อมทอนซิลอักเสบ บ่อยแค่ไหนถึงควรผ่าตัด

คำถามที่พ่อแม่มั้ยกังวลใจมากที่สุดคือ เมื่อไหร่เด็กควรเข้ารับการผ่าตัดต่อมทอนซิล (Tonsillectomy) กุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก จะใช้เกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์ในการพิจารณา ดังนี้

  • เด็กเป็นต่อมทอนซิลอักเสบซ้ำซาก บ่อยครั้งเกินกว่า 7 ครั้งในรอบ 1 ปี หรือเกินกว่า 5 ครั้งต่อปีติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี หรือเกินกว่า 3 ครั้งต่อปีติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี
  • มีการติดเชื้อรุนแรงจนเกิดภาวะหนองรอบต่อมทอนซิล (Peritonsillar Abscess)
  • ขนาดของต่อมทอนซิลโตมากผิดปกติ จนส่งผลให้เกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นขณะนอนหลับ (Obstructive Sleep Apnea - OSA) เช่น นอนกรนดังมาก หยุดหายใจขณะหลับ สะดุ้งตื่นบ่อย หรือมีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตและสมาธิสั้นในเวลากลางวัน
  • มีอาการต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังที่ทำให้เกิดกลิ่นปากรุนแรง หรือมีก้อนนิ่วในต่อมทอนซิลที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา

วิธีดูแลความสะอาดช่องปากเด็กเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

การรักษาสุขอนามัยที่ดีในช่องปากและลำคอเป็นเกราะป้องกันชั้นยอดในการลดความถี่ของการเกิดต่อมทอนซิลอักเสบ

  • การแปรงฟันอย่างถูกวิธี: สอนให้เด็กแปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้ง คือตอนเช้าและก่อนนอน พร้อมทั้งทำความสะอาดลิ้นเพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย
  • การบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น: สำหรับเด็กโตที่สามารถบ้วนปากได้ แนะนำให้ใช้น้ำเกลืออุ่นเจือจางบ้วนปากเป็นประจำเพื่อลดการอักเสบและฆ่าเชื้อโรคในลำคอ
  • การรักษาความสะอาดของใช้ส่วนตัว: หลีกเลี่ยงการให้เด็กใช้แก้วน้ำ ช้อนส้อม หรือหลอดดูดน้ำร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อ
  • การล้างมือสม่ำเสมอ: ฝึกสุขนิสัยให้เด็กฟอกมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การสร้างสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อทางเดินหายใจ พ่อแม่ควรดูแลให้เด็กได้รับประทานอาหารครบห้าหมู่ เน้นผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอตามวัย และพาไปรับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี เพื่อลดความรุนแรงและการติดเชื้อซ้ำซ้อน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down