ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความหมายทางการแพทย์เมื่อลูกสาวมีสารคัดหลั่งมีสีเขียวและมีกลิ่น

การที่เด็กผู้หญิงมีสารคัดหลั่งผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณช่องคลอด จมูก หรือหู และมีลักษณะเปลี่ยนเป็นสีเขียวร่วมกับมีกลิ่นเหม็น เป็นสัญญาณเตือนที่แพทย์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากสีเขียวของสารคัดหลั่งมักบ่งบอกถึงการอักเสบและการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยสีเขียวเกิดจากการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิล (Neutrophils) ที่หลั่งเอนไซม์มาต่อสู้กับเชื้อโรคในบริเวณดังกล่าว สำหรับในเด็กผู้หญิง การพบสารคัดหลั่งสีเขียวมีกลิ่นที่บริเวณช่องคลอดมักเกิดจากการติดเชื้อในช่องคลอด (Vaginitis) หรือการมีสิ่งแปลกปลอมตกค้าง เช่น กระดาษทิชชู หรือเศษชิ้นส่วนของเล่นขนาดเล็กที่เด็กอาจเผลอใส่เข้าไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ในทางการแพทย์ การดูแลเด็กที่มีการติดเชื้อและมีสารคัดหลั่งผิดปกตินอกจากการได้รับยาปฏิชีวนะหรือการรักษาเฉพาะทางจากกุมารแพทย์แล้ว เรื่องของโภชนาการทางการแพทย์ (Medical Nutrition Therapy) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย และเร่งกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหายให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อพบสารคัดหลั่งสีเขียวมีกลิ่นในเด็กผู้หญิง

ภาวะสารคัดหลั่งมีสีเขียวและมีกลิ่นในเด็กผู้หญิงสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุหลัก โดยกุมารแพทย์จะทำการวินิจฉัยแยกโรคดังต่อไปนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรียเฉพาะที่ (Bacterial Infection): เชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น สเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) หรือ สตาฟิโลคอคคัส (Staphylococcus) สามารถทำให้เกิดการอักเสบและมีหนองปนในสารคัดหลั่ง
  • การมีสิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด (Foreign Body): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยในเด็กวัยอนุบาลหรือเด็กก่อนวัยเรียน เด็กอาจนำสิ่งแปลกปลอมชิ้นเล็กๆ ใส่เข้าไปและลืมบอกผู้ปกครอง สิ่งแปลกปลอมนี้จะไปขัดขวางการระบายของเหลว เกิดการคั่ง และติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนจนมีสารคัดหลั่งสีเขียวเข้มและมีกลิ่นเหม็นรุนแรง
  • สุขอนามัยที่ไม่ถูกวิธี (Poor Hygiene): การเช็ดทำความสะอาดหลังจากขับถ่ายไม่ถูกวิธี โดยเช็ดจากด้านหลังมาด้านข้างหรือมาด้านหน้า ทำให้เชื้อโรคจากลำไส้ใหญ่ปนเปื้อนเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะเพศ
  • โรคติดต่อหรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย: การติดเชื้อลุกลามที่กระเพาะปัสสาวะหรือช่องคลอดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าความเป็นกรดด่าง (pH) และกระตุ้นให้เกิดสารคัดหลั่งผิดปกติ

อาหารที่ควรรับประทานเพื่อฟื้นฟูร่างกายและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

เมื่อเด็กป่วยและมีภาวะติดเชื้อ ร่างกายต้องการสารอาหารที่มีคุณภาพสูงเพื่อไปต่อสู้กับโรคและฟื้นฟูเซลล์เนื้อเยื่อ โภชนาการทางการแพทย์ที่เหมาะสมประกอบด้วยอาหารดังต่อไปนี้

  • อาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง: เช่น เนื้อปลา ไข่ ไก่ และเต้าหู้ โปรตีนเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างเม็ดเลือดขาวและซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่อักเสบจากการติดเชื้อ
  • อาหารที่มีวิตามินซีสูง: เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ และบรั่นโคลี วิตามินซีช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและต้านอนุมูลอิสระ
  • อาหารที่มีวิตามินเอและสังกะสี (Zinc): เช่น ฟักทอง แครอท และธัญพืช สังกะสีมีส่วนสำคัญในการแบ่งเซลล์และเร่งการหายของแผลหรือการอักเสบในเยื่อบุ
  • อาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics): เช่น โยเกิร์ตธรรมชาติหรือนมเปรี้ยวสูตรน้ำตาลน้อย โพรไบโอติกส์ช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ประจำถิ่นในร่างกาย ป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราก่อโรค
คำแนะนำจากคุณหมอ: การให้เด็กดื่มน้ำเปล่าสะอาดในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน เป็นสิ่งสำคัญมากในการช่วยขับของเสียและช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

อาหารแสลงและอาหารที่ควรเลี่ยงเด็ดขาดในช่วงที่มีการติดเชื้อ

ในระหว่างที่ร่างกายกำลังต่อ ู้กับการติดเชื้อและมีอาการอักเสบ มีอาหารบางประเภทที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้อาการแย่ลงหรือกระตุ้นการอักเสบให้รุนแรงขึ้น

  • อาหารที่มีน้ำตาลสูงและขนมหวาน: น้ำตาลส่วนเกินในกระแสเลือดเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ทำให้เชื้อโรคแพร่พันธุ์ได้เร็วขึ้นและหายช้าลง
  • อาหารแปรรูปและอาหารหมักดอง: อาหารที่มีโซเดียมสูงและสารกันบูดอาจส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันและทำให้ร่างกายเกิดภาวะอักเสบในระดับเซลล์เพิ่มขึ้น
  • -อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงและอาหารทอด: ย่อยยากและอาจทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานหนัก ส่งผลให้พลังงานที่ควรนำไปใช้ในการซ่อมแซมร่างกายถูกดึงไปใช้ในการย่อยอาหารแทน
  • -ผลิตภัณฑ์จากนมวัวในปริมาณมากเกินไปสำหรับเด็กบางราย: หากเด็กมีภาวะแพ้หรือไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตส อาจทำให้เกิดแก๊สและกระตุ้นการอักเสบในร่างกายได้

การรักษาสมดุลเกลือแร่และการป้องกันภาวะขาดน้ำในเด็ก

เมื่อเด็กมีอาการติดเชื้อและอาจมีไข้ร่วมด้วย ร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ผ่านทางผิวหนังและลมหายใจ การรักษาสมดุลของสารน้ำและเกลือแร่จึงเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะขาดน้ำ (Dehydration)

  • ให้เด็กจิบน้ำเกลือแร่ทางการแพทย์ (Oral Rehydration Salts - ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง หากเด็กมีไข้หรืออาเจียนร่วมด้วย เพื่อทดแทนเกลือแร่ที่สูญเสียไป
  • สังเกตปริมาณปัสสาวะของเด็ก หากเด็กปัสสาวะน้อยลง ปัสสาวะมีสีเข้มจัด หรือปากแห้ง แสดงว่าได้รับน้ำไม่เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการให้ดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงจัด เพราะจะทำให้อาการท้องเสียหรือภาวะขาดน้ำแย่ลงกว่าเดิม
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามทำการสวนล้างช่องคลอดหรือใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย สเปรย์ หรือยาทาภายนอกใดๆ กับอวัยวะเพศของเด็กด้วยตนเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เยื่อบุอ่อนเกิดการระคายเคืองรุนแรงและติดเชื้อลุกลามมากขึ้น

วิธีรักษาทางการแพทย์และการดูแลที่บ้านอย่างถูกต้อง

เมื่อพบว่าลูกสาวมีสารคัดหลั่งมีสีเขียวและมีกลิ่น ผู้ปกครองควรพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง แพทย์อาจทำการตรวจภายในเบื้องต้นหรือส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อแบคทีเรีย

  • หากพบสิ่งแปลกปลอม แพทย์จะทำการคีบออกอย่างปลอดภัยในห้องตรวจ
  • หากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานหรือยาทาเฉพาะที่ที่เหมาะสมกับวัยและน้ำหนักตัวของเด็ก
  • ผู้ปกครองต้องให้เด็กรับประทานยาตามแพทย์สั่งจนครบโดส แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย
  • รักษาความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้นด้วยน้ำเปล่าสะอาด ซับให้แห้งสนิททุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ และสอนวิธีการเช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลัง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องรีบพากลบมาพบแพทย์ทันที

หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ฉุกเฉินโดยด่วน

  • มีไข้สูงลอยเกินสามวันหรือไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  • มีอาการปวดท้องรุนแรงบริเวณท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกราน
  • สารคัดหลั่งมีเลือดปน มีกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก หรือมีอาการบวมแดงอักเสบชัดเจนที่อวัยวะเพศ
  • เด็กซึมลง ไม่ยอมดื่มน้ำหรือทานอาหาร ปัสสาวะไม่ออกเลยเกินหกชั่วโมง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down