เข้าใจอาการตกขาวสีเขียวมีกลิ่นในเด็กก่อนวัยรุ่น
อาการตกขาวสีเขียวมีกลิ่นในเด็กก่อนวัยรุ่นเป็นปัญหาสุขภาพที่สร้างความกังวลใจให้แก่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก เนื่องจากในเด็กก่อนวัยรุ่นหรือเด็กหญิงอายุระหว่างเจ็ดถึงสิบสองปีก่อนเข้าสู่วัยสาว ฮอร์โมนเพศยังอยู่ในระดับต่ำ ช่องคลอดจึงยังมีความเป็นกรดน้อยและมีเยื่อบุช่องคลอดที่บาง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียหรือสิ่งแปลกปลอมในช่องคลอดได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ การพบตกขาวที่ผิดปกติทั้งในด้านสี กลิ่น หรือปริมาณ จึงไม่ใช่เรื่องปกติและจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านนรีเวชวิทยาเด็กและวัยรุ่นอย่างเร่งด่วน
สาเหตุและกลไกการเกิดตกขาวผิดปกติในเด็ก
การเกิดตกขาวสีเขียวมีกลิ่นในเด็กก่อนวัยรุ่นมักไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เหมือนในผู้ใหญ่ แต่มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยหลายประการดังนี้
- การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (Bacterial Vaginosis หรือ Vaginitis): เกิดจากการเสียสมดุลของแบคทีเรียประจำถิ่นในช่องคลอด ทำให้แบคทีเรียชนิดไม่ดีเจริญเติบโตได้ดีจนเกิดการอักเสบ มีตกขาวสีเขียวหรือเหลืองปนเขียวและมีกลิ่นคาวปลา
- สิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด (Foreign Body): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยมากในเด็กวัยนี้ เช่น เม็ดบีดส์ กระดาษทิชชู หรือชิ้นส่วนของเล่นที่เด็กเผลอใส่เข้าไปในช่องคลอดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้เกิดการระคายเคือง การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน และมีตกขาวสีเขียวมีกลิ่นเหม็นรุนแรง
- สุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม: การทำความสะอาดอวัยวะเพศที่ไม่ถูกวิธี เช่น การเช็ดทำความสะอาดจากด้านหลังมาด้านหน้า ทำให้เชื้อโรคจากทวารหนักลุกลามเข้าสู่ช่องคลอด
- โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (ในกรณีที่ต้องสงสัยเรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศ): แพทย์จำเป็นต้องประเมินประวัติอย่างละเอียดรอบคอบหากพบการติดเชื้อบางชนิด
กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
การรักษาอาการตกขาวสีเขียวมีกลิ่นในเด็กก่อนวัยรุ่นจะต้องอาศัยการตรวจยืนยันจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ห้ามซื้อยามาใช้เองเด็ดขาดเนื่องจากสรีระของเด็กมีความบอบบาง การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยกลุ่มยาหลักที่มีการพิจารณาใช้ประกอบด้วย
- ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน (Oral Antibiotics): ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะเช่นกลุ่มเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) หรืออะม็อกซิลลินผสมคลอวูลานิก (Amoxicillin-Clavulanate) ตามความเหมาะสมของเชื้อก่อโรคและน้ำหนักตัว
- ยาปฏิชีวนะชนิดทาเฉพาะที่ (Topical Antibiotics): อาจมีการใช้ครีมปฏิชีวนะทาบริเวณภายนอกเพื่อลดอาการอักเสบและระคายเคืองร่วมด้วย
- การเอาสิ่งแปลกปลอมออก (Foreign Body Removal): หากสาเหตุเกิดจากสิ่งแปลกปลอม แพทย์จะทำการล้างช่องคลอดด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อหรือใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เหมาะสมนำสิ่งแปลกปลอมออก โดยบางครั้งอาจต้องทำภายใต้การดốcหรือระงับความรู้สึกในเด็กเล็กเพื่อความปลอดภัย
ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัย
การคำนวณขนาดยาในเด็กก่อนวัยรุ่นมีความละเอียดอ่อนสูงมาก เนื่องจากต้องคิดคำนวณตามน้ำหนักตัว (มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม) หรือพื้นที่ผิวของร่างกาย เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เกิดพิษสะสมต่อตับและไต
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา
ผู้ปกครองควรสังเกตอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้ยาปฏิชีวนะ หากพบอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ทันที
- อาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้องจากฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะ
- อาการแพ้ยยา เช่น ผื่นขึ้น คัน บวมบริเวณใบหน้า หรือหายใจลำบาก
- อาการท้องเสียจากการที่ยาปฏิชีวนะไปทำลายแบคทีเรียดีในลำไส้
ยาอันตรายและข้อห้ามเด็ดขาดในการรักษา
วิธีดูแลความสะอาดและป้องกันที่บ้าน
นอกจากการใช้ยาตามแพทย์สั่งแล้ว การดูแลสุขอนามัยพื้นฐานเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
- สอนให้เด็กทำความสะอาดอวัยวะเพศด้วยน้ำเปล่าสะอาดและซับให้แห้งสนิททุกครั้งหลังขับถ่าย
- เน้นย้ำเรื่องการเช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันเชื้อโรคจากทวารหนัก
- เลือกสวมกางเกงชั้นในผ้าฝ้ายระบายอากาศได้ดี ไม่คับแน่นจนเกินไป และเปลี่ยนทุกวัน
- หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่มีน้ำหอม แผ่นอนามัยที่มีน้ำหอม หรือการสวนล้างช่องคลอดโดยเด็ดขาด
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที
หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบพาไปโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจประเมินอย่างเร่งด่วน
- มีเลือดออกผิดปรติทางช่องคลอดนอกเหนือจากช่วงประจำเดือน
- มีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง
- มีไข้สูงร่วมกับตกขาวที่มีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง
- มีแผล บวมแดง หรือรอยช้ำบริเวณอวัยวะเพศที่น่าสงสัยว่าอาจเกิดจากการบาดเจ็บหรือการถูกล่วงละเมิด