ความวิตกกังวลของพ่อแม่เมื่อพบว่าลูกสาวมีหนองสีเขียวที่ช่องคลอด
การพบว่าลูกสาวมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ โดยเฉพาะอาการตกขาวที่ผิดปกติ มีมูกหนองสีเขียว หรือมีกลิ่นเหม็น ย่อมสร้างความตกใจและวิตกกังวลให้กับพ่อแม่และผู้ดูแลเป็นอย่างมาก อาการลูกสาวมีหนองสีเขียวที่ช่องคลอด: วิธีดูแลเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกวิธี ปลอดภัย และช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็ว ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและทำความเข้าใจอย่างละเอียด เนื่องจากกายภาพของเด็กผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนมีเยื่อบุช่องคลอดที่บางมาก และไม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนมาช่วยสร้างความต้านทานต่อเชื้อโรค ทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียหรือสิ่งแปลกปลอมได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ การสังเกตอาการและการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่เริ่มต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้การติดเชื้อลุกลามไปสู่อวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน
สาเหตุและกลไกการเกิดอาการตกขาวมีหนองในเด็กผู้หญิง
อาการตกขาวหรือมีหนองสีเขียวในเด็กผู้หญิงไม่ได้เกิดจากสาเหตุทางเพศสัมพันธ์เหมือนในผู้ใหญ่ แต่ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยทางกายวิภาคและสุขอนามัยส่วนบุคคล ดังนี้
- การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน: เชื้อแบคทีเรียทั่วไป เช่น สเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) หรือ สตาฟิโลคอคคัส (Staphylococcus) รวมถึงเชื้อแบคทีเรียจากระบบทางเดินอาหารที่ปนเปื้อนจากการเช็ดทำความสะอาดก้นไม่ถูกวิธี
- สิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด: เด็กเล็กมักมีความอยากรู้อยากเห็นและอาจเผลอนำสิ่งแปลกปลอมชิ้นเล็กๆ เช่น กระดาษชิชชู่ ชิ้นส่วนของเล่น หรือสำลี ยัดเข้าไปในช่องคลอดโดยที่ผู้ปกครองไม่รู้ ทำให้เกิดการระคายเคือง เนื้อเยื่ออักเสบ และมีหนองสีเขียวปนเลือดตามมา
- สุขอนามัยที่ไม่ถูกวิธี: การเช็ดทำความสะอาดหลังจากขับถ่ายจากหลังมาหน้า ทำให้เชื้อโรคจากทวารหนักเข้าสู่ช่องคลอดได้ง่าย
- โรคผิวหนังหรือการระคายเคืองเฉพาะที่: การแพ้สบู่ แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม หรือการใส่กางเกงอับชื้นที่ระบายอากาศไม่ดี ทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
อาการร่วมที่ต้องสังเกตและระยะของความรุนแรง
การประเมินอาการของเด็กต้องอาศัยการสังเกตพฤติกรรมและความผิดปกติรอบด้าน โดยอาการมักแสดงออกตามลำดับดังนี้
- ระยะเริ่มแรก: เด็กเริ่มบ่นแสบ คัน หรือระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศภายนอก อาจพบรอยแดงอักเสบที่แคมใหญ่และแคมเล็ก
- ระยะลุกลาม: เริ่มมีสารคัดหลั่งเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองเขียว มีหนอง และส่งกลิ่นเหม็น เด็กอาจร้องไห้เวลาปัสสาวะเพราะความแสบร้อน
- ระยะเรื้อรังหรือมีการติดเชื้อรุนแรง: เด็กอาจมีไข้ต่ำๆ ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอดเนื่องจากเยื่อบุช่องคลอดอักเสบรุนแรง
วิธีดูแลเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกวิธีและปลอดภัย
ในระหว่างที่รอพบแพทย์หรือตามคำแนะนำของแพทย์ในการดูแลรักษาที่บ้าน ผู้ปกครองสามารถปฏิบัติตามแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อบรรเทาอาการและช่วยให้เด็กฟื้นตัวได้เร็ว ดังนี้
- การทำความสะอาดภายนอกอย่างอ่อนโยน: ให้ใช้น้ำสะอาดอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นล้างทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศภายนอกเบาๆ วันละสองครั้ง ห้ามใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีน้ำหอม สบู่ที่มีฤทธิ์แรง หรือการสวนล้างช่องคลอดโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้เยื่อบุช่องคลอดระคายเคืองมากขึ้น
- การซับให้แห้งสนิท: หลังการล้างทำความสะอาด ให้ใช้ผ้าสะอาดเนื้อนุ่มซับเบาๆ ให้แห้งสนิท หลีกเลี่ยงการถูแรงๆ
- การเลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี: ให้เด็กสวมใส่กางเกงชั้นในผ้าฝ้าย (Cotton) ร้อยเปอร์เซ็นต์ หลีกเลี่ยงกางเกงรัดรูปหรือกางเกงเลกกิ้งที่อับชื้น เพื่อลดการสะสมของความชื้นและแบคทีเรีย
- การฝึกสุขอนามัยในการขับถ่าย: สอนให้เด็กเช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลังทุกครั้งหลังขับถ่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากทวารหนักแพร่กระจายมาที่ช่องคลอด
สิ่งที่ควรทำและข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลเด็ก
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอาจทำให้อาการของเด็กแย่ลงได้ ผู้ปกครองควรทราบข้อปฏิบัติที่ถูกต้องอย่างเคร่งครัด
- ห้ามซื้อยาสอดหรือยาปฏิชีวนะมาใช้เอง: ช่องคลอดของเด็กมีความบอบบางมาก การใช้ยาผิดประเภทหรือผิดขนาดอาจเป็นอันตรายและทำให้เชื้อดื้อยาได้
- ห้ามใช้แป้งฝุ่นหรือโลชั่นทาบริเวณอวัยวะเพศ: แป้งและสารเคมีในโลชั่นอาจเข้าไปสะสมและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบรุนแรงขึ้น
- ห้ามพยายามใช้นิ้วหรืออุปกรณ์แคะสิ่งแปลกปลอมออกเอง: หากสงสัยว่ามีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ การพยายามหยิบออกเองอาจทำให้เยื่อบุช่องคลอดฉีกขาดและเลือดออกมาก ควรให้แพทย์เป็นผู้ตรวจและใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่เหมาะสม
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที
หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบพาไปโรงพยาบาลโดยด่วน ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้เรื้อรัง
- มีไข้สูงหนาวสั่น
- ปวดท้องน้อยรุนแรงจนเดินกะโผลกะเผละหรือตัวงอ
- มีเลือดออกสดๆ จากช่องคลอดปริมาณมาก
- หนองมีกลิ่นเหม็นรุนแรงมากร่วมกับอาการบวมแดงลามไปถึงบริเวณขาหนีบ
- เด็กซึมลง ปัสสาวะไม่ออก หรือปัสสาวะแล้วเจ็บปวดทรมานมาก
วิธีวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์หรือสูตินรีแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดและตรวจร่างกายภายนอกอย่างนุ่มนวล ในกรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียเฉพาะเจาะจงหรือมีสิ่งแปลกปลอม แพทย์อาจทำการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งไปส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาชนิดของเชื้อ หรือใช้อุปกรณ์ส่องตรวจขนาดเล็กพิเศษสำหรับเด็กเพื่อความปลอดภัย การรักษาหลักคือการให้ยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือชนิดรับประทานตามความเหมาะสมของโรค รวมถึงการเอาสิ่งแปลกปลอมออกอย่างนิ่มนวลภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง