ลูกสาวมีหนองออกจากช่องคลอด: สัญญาณเตือนที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจ
ภาวะตกขาวผิดปกติหรือมีหนองไหลออกจากช่องคลอดในเด็กผู้หญิง เป็นอาการที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก เนื่องจากช่องคลอดของเด็กหญิงในวัยก่อนเข้าสู่วัยรุ่นยังมีความบอบบางและโครงสร้างทางกายภาพที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ เยื่อบุช่องคลอดมีความบางและมีค่าความเป็นกรดด่างที่ต่างจากผู้ใหญ่ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือสิ่งแปลกปลอมได้ง่าย อาการที่มีหนองไหลออกมาจึงไม่ใช่เรื่องปกติที่ปล่อยไว้ได้ และจำเป็นต้องได้รับการประเมินและการดูแลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์อย่างใกล้ชิด
สาเหตุและกลไกการเกิดอาการตกขาวมีหนองในเด็กหญิง
การเกิดหนองหรือตกขาวผิดปกติในเด็กผู้หญิงเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในเด็กเล็กคือการติดเชื้อแบคทีเรียรองรับจากการอักเสบเฉพาะที่ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาประกอบกัน ดังนี้
- การติดเชื้อแบคทีเรียทั่วไปหรือเชื้อโรคเฉพาะทาง ที่มักลุกลามมาจากบริเวณรอบทวารหนักเนื่องจากสุขอนามัยในการขับถ่าย
- การมีสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปติดค้างในช่องคลอด เช่น ชิ้นส่วนของกระดาษทิชชู เม็ดลูกปัด หรือชิ้นส่วนของของเล่นขนาดเล็ก ซึ่งมักพบได้ในเด็กวัยกำลังซนอายุระหว่างสองถึงห้าปี
- การอักเสบจากสารเคมี เช่น การใช้สบู่ที่มีฤทธิ์ระคายเคือง น้ำยาทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่ไม่เหมาะกับเด็ก หรือการแช่น้ำในอ่างอาบน้ำที่มีฟองสบู่ปริมาณมาก
- โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ในกรณีที่พบในเด็กโตหรือเด็กวัยรุ่น ซึ่งต้องมีการสอบถามประวัติอย่างละเอียดและระมัดระวังเป็นพิเศษจากแพทย์ผู้ชำนาญการ
อาการร่วมและระยะของความรุนแรง
อาการเริ่มต้นมักสังเกตเห็นคราบสีเหลืองหรือสีเขียวติดอยู่ที่กางเกงใน มีกลิ่นเหม็นอับหรือกลิ่นคาว และเด็กอาจบ่นว่ามีอาการคัน แสบ หรือเจ็บเวลามปัสสาวะ หากปล่อยไว้ไม่ได้รับการดูแล อาการอาจลุกลามจนทำให้ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศภายนอกบวมแดง แดงอักเสบ และเด็กร้องกวนเวลาทำความสะอาดร่างกาย
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบกุมารแพทย์ทันที
หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรพาไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างเร่งด่วน
- มีไข้สูงร่วมด้วย
- มีเลือดสดหรือเลือดจางๆ ไหลปนออกมาจากช่องคลอด
- เด็กมีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง
- อาการบวมแดงและมีหนองไม่ดีขึ้นภายในสองวันหลังจากเริ่มดูแลเบื้องต้น
- เด็กซึมลง ปัสสาวะไม่ออก หรือเจ็บปวดทรมานมากเวลาปัสสาวะ
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับสุขอนามัย ระยะเวลาที่เป็น และอาการร่วม จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายภายนอกบริเวณอวัยวะเพศอย่างนุ่มนวล หลีกเลี่ยงการสอดใส่เครื่องมือขนาดใหญ่ในเด็กเล็ก เว้นแต่มีความจำเป็นจริงๆ และอาจมีการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การป้ายเชื้อเพื่อเพาะเชื้อหาชนิดของแบคทีเรีย หรือการเอกซเรย์ในกรณีที่สงสัยว่ามีสิ่งแปลกปลอมทึบรังสี
วิธีดูแลและพยาบาลเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกวิธี
การดูแลรักษาความสะอาดที่บ้านเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยให้เด็กฟื้นตัวได้เร็วและป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อน มีแนวทางปฏิบัติที่แนะนำดังนี้
- ทำความสะอาดภายนอกด้วยน้ำเปล่าสะอาดหรือสบู่สูตรอ่อนโยนสำหรับเด็กโดยเฉพาะ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรุนแรง
- ซับให้แห้งสนิทด้วยผ้าสะอาดและนุ่มทุกครั้งหลังทำความสะอาด ไม่ควรปล่อยให้มีความอับชื้น
- สวมใส่กางเกงในผ้าฝ้ายแท้ที่ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงกางเกงในรัดรูปหรือผ้าใยสังเคราะห์
- สอนวิธีการเช็ดทำความสะอาดหลังจากขับถ่ายที่ถูกต้อง คือเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากทวารหนักแพร่เข้าสู่ช่องคลอด
สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็ก
เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วยตัวน้อย มีข้อห้ามสำคัญที่ไม่ควรทำ ได้แก่
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ ยาทาสเตียรอยด์ หรือยาเหน็บช่องคลอดมาให้เด็กใช้เองโดยเด็ดขาด
- ห้ามขัดถูบริเวณที่มีหนองแรงๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังถลอกและอักเสบมากขึ้น
- ห้ามละเลยอาการ หากผ่านไปหนึ่งถึงสองวันแล้วอาการไม่ดีขึ้นต้องรีบกลับไปพบแพทย์ซ้ำ
การป้องกันการติดเชื้อซ้ำในระยะยาว
การป้องกันสามารถทำได้โดยการปลูกฝังสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดีให้แก่เด็ก สอนวิธีการทำความสะอาดร่างกายที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมหรือสารเคมีระคายเคืองสูงบริเวณจุดซ่อนเร้น และดูแลรักษาความสะอาดของเสื้อผ้าและกางเกงในให้อยู่ในสภาพที่สะอาดแห้งสนิทอยู่เสมอ