ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกปัญหากระเพาะอาหารอักเสบ โรคยอดฮิตที่สร้างความทรมานในชีวิตประจำวัน

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) เป็นภาวะที่มีการอักเสบหรือระคายเคืองของเยื่อบุชั้นในของกระเพาะอาหาร ซึ่งทำหน้าที่ผลิตเมือกป้องกันกรดไม่ให้ทำลายเนื้อเยื่อของตนเอง เมื่อความสมดุลนี้ถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นจากการหลั่งกรดที่มากเกินไปหรือเยื่อบุที่บางลง กรดและน้ำย่อยจะกัดกร่อนผนังกระเพาะอาหารจนเกิดอาการปวดแสบ ปวดตื้อ หรือแน่นอึดอัดบริเวณลิ้นปี่ โรคนี้พบได้ในคนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่วัยรุ่นที่มักมีพฤติกรรมรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ไปจนถึงผู้สูงอายุที่ต้องรับประทานยาบางประเภทเป็นประจำ การเข้าใจแนวทางการรักษาและการใช้ยาที่ถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญในการบรรเทาอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบที่คุณควรรู้

การเกิดกระเพาะอาหารอักเสบมีสาเหตุหลักมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังและแผลในกระเพาะอาหาร เชื้อชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในชั้นเมือกของกระเพาะอาหารและปล่อยสารพิษทำลายเยื่อบุ
  • การใช้ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเซด (Non-Steroidal Anti-inflammatory Drugs หรือ NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนก หรือแอสไพริน รวมถึงยาสเตียรอยด์ ยาเหล่านี้ไปยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างสารเคลือบกระเพาะ ทำให้เยื่อบุอ่อนแอลง
  • พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การกินอาหารรสจัดจัด เผ็ดจัด หรือเปรี้ยวจัด รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่
  • ความเครียดทางร่างกายและจิตใจ ความเครียดเรื้อรังส่งผลให้ร่างกายหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น รวมถึงผู้ป่วยวิกฤตที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานานก็เสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้เช่นกัน

อาการสำคัญและลักษณะความเจ็บปวดของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารอักเสบมักมาด้วยอาการแสดงที่หลากหลาย โดยลักษณะความเจ็บปวดมักมีความจำเพาะ ได้แก่

  • อาการปวดแสบ ปวดร้อน ปวดตื้อ หรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการรับประทานอาหาร เช่น ปวดตอนท้องว่าง หรือปวดหลังทานอาหารเสร็จใหม่ๆ
  • อาการเรอเปรี้ยว เรอขย้อน มีรสขมหรือรสเปรี้ยวในปากเนื่องจากกรดไหลย้อนขึ้นมา
  • อาการคลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ และรู้สึกอิ่มเร็วผิดปกติ
  • ในรายที่มีการอักเสบรุนแรงหรือมีแผลร่วมด้วย อาจมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรืออาเจียนเป็นเลือดสดหรือมีสีดำคล้ายกากกาแฟ
คำแนะนำจากคุณหมอ: อาการปวดท้องจากกระเพาะอาหารอักเสบมักเป็นๆ หายๆ หากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่รักษา อาจลุกลามเป็นแผลในกระเพาะอาหาร เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือนำไปสู่ภาวะเยื่อบุผนังกระเพาะอาหารทะลุ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อันตรายถึงชีวิต

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรคกระเพาะอาหารอักเสบจะเป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อย แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

  • อาเจียนเป็นเลือดสด หรือมีลักษณะเป็นสีดำคล้ายกากกาแฟอย่างต่อเนื่อง
  • ถ่ายอุจจาระมีสีดำสนิท มีกลิ่นเหม็นรุนแรง ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน
  • น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหารอย่างรุนแรง
  • กลืนอาหารลำบาก กลืนแล้วเจ็บ หรือรู้สึกมีอาหารติดค้างในหลอดอาหาร
  • ปวดท้องรุนแรงฉับพลัน ท้องแข็งตึง กดเจ็บมาก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของกระเพาะอาหารทะลุ

วิธีรักษาและการใช้ยาสำหรับโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

คำถามที่พบบ่อยคือ ปวดท้องจากกระเพาะอักเสบกินยาอะไรดี การรักษาด้วยยาจะต้องพิจารณาตามความรุนแรงของอาการและสาเหตุ โดยแบ่งกลุ่มยาหลักที่แพทย์และเภสัชกรแนะนำใช้อย่างปลอดภัยดังนี้

1. ยาลดกรด (Antacids)

ยาในกลุ่มนี้ทำหน้าที่สะเทินกรดในกระเพาะอาหารที่มีอยู่แล้วให้ความเป็นกรดลดลงทันที ช่วยบรรเทาอาการปวดแสบลิ้นปี่ได้อย่างรวดเร็ว ตัวยาที่พบได้บ่อย เช่น อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ หรือยาผสมที่มีส่วนผสมของ Simethicone เพื่อช่วยขับลมร่วมด้วย ยานี้เหมาะสำหรับบรรเทาอาการเฉพาะหน้า แต่ไม่สามารถรักษาแผลหรือการอักเสบให้หายขาดได้

2. ยายับยั้งการหลั่งกรดกลุ่มเอชทูบล็อกเกอร์ (H2-Receptor Antagonists หรือ H2RAs)

เช่น ยาแฟโมทิดีน (Famotidine) ยาฟาราทิดีน ยานี้ออกฤทธิ์ลดการหลั่งกรดจากเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารได้นานกว่ายาลดกรด เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดแสบเรื้อรังหรือต้องการป้องกันอาการกำเริบ

3. ยายับยั้งการหลั่งกรดกลุ่มโปรตอนปั๊มอินฮิบิเตอร์ (Proton Pump Inhibitors หรือ PPIs)

เช่น ยาโอเมโซล (Omeprazole), แพนโทพราโซล (Pantoprazole), และเอสโซเมพราโซล (Esomeprazole) ถือเป็นกลุ่มยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดกรด ช่วยให้แผลและเยื่อบุที่อักเสบหายได้อย่างรวดเร็ว นิยมใช้ติดต่อกันตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด เช่น สี่ถึงแปดสัปดาห์

4. ยาเคลือบกระเพาะอาหาร (Mucosal Protective Agents)

เช่น ยาซูคราเฟต (Sucralfate) ยานี้จะเข้าไปเคลือบผิวเยื่อบุบริเวณที่เป็นแผลหรืออักเสบ เปรียบเสมือนเกราะป้องกันไม่ให้กรดและน้ำย่อยมาสัมผัสและทำลายเนื้อเยื่อเพิ่มเติม ช่วยลดอาการระคายเคืองและเร่งกระบวนการสมานแผล

5. ยาขับลมและยาปรับการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร

เช่น ยา domperidone หรือ metoclopramide ช่วยบรรเทาอาการแน่นท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ และช่วยให้อาหารเคลื่อนตัวผ่านกระเพาะอาหารได้ดีขึ้น

ข้อควรระวังทางการแพทย์: การซื้อยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อเอชไพโลไรมารับประทานเองเป็นสิ่งอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องใช้ยาสูตรผสมหลายตัวร่วมกันและต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น การกินยาฆ่าเชื้อไม่ครบโดสจะทำให้เชื้อดื้อยาและรักษายากขึ้นในอนาคต

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการใช้ยา

การใช้ยาเพื่อรักษาอาการปวดท้องจากกระเพาะอาหารอักเสบมีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

  • ห้ามซื้อยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเซด (NSAIDs) หรือยาสเตียรอยด์มารับประทานเองอย่างพำรำเพื่อ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปวดท้อง เพราะจะยิ่งทำให้เยื่อบุผนังกระเพาะอาหารถูกทำลายมากขึ้นและเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาลดกรดบางชนิดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินไปโดยไม่ปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตหรือโรคหัวใจที่ต้องระวังปริมาณเกลือแร่โซเดียมหรือแมกนีเซียมในยาลดกรด
  • หากจำเป็นต้องรับประทานยาแก้ปวดที่ระคายเคืองกระเพาะ ควรรับประทานพร้อมอาหารทันที หรือแพทย์อาจพิจารณาจ่ายยา PPI ควบคู่กันเพื่อป้องกันกระเพาะอักเสบ

การดูแลตนเองและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง

การใช้ยาเป็นเพียงการรักษาปลายเหตุ หากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาการปวดท้องจากกระเพาะอาหารอักเสบก็จะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวดังนี้

  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อ หลีกเลี่ยงการปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลานาน
  • ลด ละ หรือเลิกการบริโภคอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารหมักดอง และอาหารไขมันสูงที่ย่อยยาก
  • งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ และงดการสูบบุหรี่ เนื่องจากสารเหล่านี้กระตุ้นการหลั่งกรดและทำลายเยื่อบุ
  • จัดการความเครียดด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การฝึกหายใจ หรือการทำสมาธิ
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการนอนราบทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อยสามชั่วโมง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down