ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกปัญหากวนใจ เป็นโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรังทำไมไม่หายสักที

อาการปวดท้อง จุกแน่นลิ้นปี่ แสบร้อนกลางอก ท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อย เรื้อรังเป็นๆ หายๆ นานแรมเดือนหรือเป็นปี เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากในผู้ป่วยยุคปัจจุบัน หลายคนตั้งคำถามว่า เป็นโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรังทำไมไม่หายสักที ทั้งที่กินยาตามร้านขายยามาโดยตลอด หรือพยายามปรับพฤติกรรมการกินแล้วก็ตาม ในทางการแพทย์ โรคกระเพาะอักเสบ (Gastritis) ไม่ใช่โรคที่รักษาไม่หาย แต่การที่อาการกลับมาเป็นซ้ำหรือเรื้อรัง มักมีสาเหตุมาจากปัจจัยซ่อนเร้น เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร พฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานยาบางชนิดต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว หรือการวินิจฉัยโรคที่ยังไม่ตรงจุด การทำความเข้าใจกลไกการเกิดโรคและการใช้ยาที่ถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้โรคนี้หายขาดได้

สาเหตุและกลไกที่ทำให้โรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง

เยื่อบุกระเพาะอาหารทำหน้าที่สร้างเมือกเคลือบป้องกันกรดและน้ำย่อยไม่ให้ทำลายเนื้อเยื่อของตนเอง เมื่อเกิดภาวะกระเพาะอักเสบ แปลว่าเยื่อบุเผชิญกับปัจจัยทำลายที่มากกว่ากลไกการป้องกัน โดยสาเหตุหลักแบ่งออกเป็นหลายประการ:

  • การติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori): เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง แบคทีเรียชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในชั้นเมือกกระเพาะอาหาร ปล่อยสารพิษทำลายเซลล์เยื่อบุ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง แผลในกระเพาะ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • การใช้ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal Anti-inflammatory Drugs หรือ NSAIDs) และยาแก้ปวดบางชนิด: เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน นาโพรเซน ยาเหล่านี้ไปยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างสารเคลือบกระเพาะ ส่งผลให้กรดกัดทำลายผนังกระเพาะโดยตรง
  • พฤติกรรมการดำเนินชีวิตและความเครียด: ความเครียดทางจิตใจและร่างกายกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น ประกอบกับการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการบริโภคอาหารรสจัด คาเฟอีน ซึ่งล้วนกระตุ้นการอักเสบ

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง

การรักษาโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรังให้ได้ผลชะงัด แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาตามกลไกการออกฤทธิ์และสาเหตุที่ตรวจพบ โดยแบ่งกลุ่มยาหลักออกเป็นดังนี้:

  • ยากลุ่มยับยั้งการหลั่งกรด (Proton Pump Inhibitors หรือ PPIs): เช่น โอเมพราโซล (Omeprazole), แลนโซพราโซล (Lansoprazole), แพนโทพราโซล (Pantoprazole) เป็นยากลุ่มหลักที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการลดการหลั่งกรดจากเซลล์ผนังกระเพาะ ช่วยให้แผลและเยื่อบุที่อักเสบหายได้อย่างรวดเร็ว
  • ยากลุ่มลดการหลั่งกรดฮีสตามีนบล็อกเกอร์ (H2-Receptor Antagonists): เช่น ฟาโมทิดีน (Famotidine) ออกฤทธิ์ลดการหลั่งกรดเช่นกัน แต่อ่อนกว่ากลุ่ม PPIs นิยมใช้ร่วมในการรักษาอาการจุกแน่นหรือใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้กลุ่ม PPI ได้
  • ยาลดกรดและเคลือบแผล (Antacids and Mucosal Protective Agents): เช่น อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ และซูคราเฟต (Sucralfate) ทำหน้าที่สะเทินกรดที่มีอยู่แล้วในกระเพาะ และสร้างชั้นฟิล์มเคลือบปกป้องบริเวณเยื่อบุที่อักเสบเพื่อลดอาการปวดแสบเร่งด่วน
  • ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): ในกรณีที่ตรวจพบเชื้อ เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะร่วมกันอย่างน้อยสองชนิด เช่น อะม็อกซิลลิน (Amoxicillin), คลาริโทรมัยซิน (Clarithromycin) หรือเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) ร่วมกับยากลุ่ม PPI เป็นเวลาสัปดาห์ถึงสองสัปดาห์เพื่อกำจัดเชื้อให้หมดสิ้น
คำแนะนำจากคุณหมอ: การใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร จำเป็นต้องรับประทานติดต่อกันให้ครบตามกำหนดของแพทย์อย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการปวดท้องจะหายไปแล้วก็ตาม หากหยุดยากลางคัน เชื้ออาจดื้อยาและทำให้โรคกลับมาเป็นซ้ำได้ยากยิ่งขึ้น

ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัย

การใช้ยาสำหรับโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรังต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด เนื่องจากขนาดยาและระยะเวลาการใช้มีความสำคัญมาก:

  • ยากลุ่ม PPIs มักรับประทานวันละหนึ่งถึงสองครั้ง ก่อนอาหารเช้าประมาณสามสิบนาที เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ยับยั้งปั๊มสร้างกรดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อกระเพาะเริ่มทำงาน
  • ยาลดกรดแบบน้ำหรือเม็ดเคี้ยว มักรับประทานหลังอาหารหนึ่งถึงสองชั่วโมง หรือเมื่อมีอาการปวดแสบร้อนกำเริบ
  • ระยะเวลาในการใช้ยาแก้อักเสบเรื้อรังอาจนานตั้งแต่สี่สัปดาห์ ไปจนถึงแปดสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของแผลและเยื่อบุอักเสบ

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

แม้ว่ายาเหล่านี้จะมีความปลอดภัยสูงเมื่อใช้ถูกต้อง แต่ผู้ป่วยควรสังเกตผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้:

  • การใช้ยากลุ่ม PPIs ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายปี อาจส่งผลกระทบต่อการดูดซึมของแคลเซียม แมกนีเซียม และวิตามินบีสิบสอง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงเรื่องกระดูกพรุนหรือภาวะโลหิตจางได้
  • ยากลุ่มยาลดกรดที่มีแมกนีเซียมเป็นส่วนประกอบอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย ขณะที่ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมอาจทำให้ท้องผูก
  • ยาปฏิชีวนะอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย หรือมีรสชาติขมในปากระหว่างการรักษา
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs มารับประทานเองอย่างเด็ดขาด หากมีอาการปวดท้องเรื้อรัง เพราะอาจเป็นการทำลายเยื่อบุซ้ำเติม ทำให้อาการรุนแรงขึ้น และเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากผู้ป่วยโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรังมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยทางส่องกล้องทางเดินอาหารโดยด่วน:

  • อาเจียนเป็นเลือดสด หรืออาเจียนมีลักษณะคล้ายกากกาแฟ
  • ถ่ายอุจจาระสีดำสนิท มีกลิ่นเหม็นรุนแรง (แสดงถึงเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน)
  • น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหารอย่างรุนแรง
  • กลืนอาหารลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ
  • มีอาการปวดท้องรุนแรงขึ้นอย่างกะทันหันและกดเจ็บหน้าท้องมาก

วิธีปฏิบัติตัวและการป้องกันระยะยาว

นอกจากการใช้ยาแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้โรคกระเพาะอักเสบเรื้อรังหายขาด:

  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อ หลีกเลี่ยงการปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลานาน
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารหมักดอง และอาหารไขมันสูงที่ย่อยยาก
  • งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
  • จัดการความเครียดด้วยการพักผ่อนที่เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และฝึกเทคนิคผ่อนคลาย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down