ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจโรคกระเพาะอาหารอักเสบและการจัดการเบื้องต้นอย่างปลอดภัย

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) เป็นภาวะที่เยื่อบุชั้นในของกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบและระคายเคือง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง จุกแน่น เสียดท้อง หรือแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ อาการเหล่านี้มักสร้างความรำคาญและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก การเลือกรับประทานยาอย่างถูกต้องและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญในการบรรเทาอาการและช่วยให้เยื่อบุกระเพาะอาหารฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

กลุ่มเสี่ยงที่มักพบโรคกระเพาะอาหารอักเสบบ่อย ได้แก่ ผู้ที่มีความเครียดสะสมเป็นประจำ ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ และกลุ่มคนที่ต้องรับประทานยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นสิด (NSAIDs) ติดต่อกันเป็นเวลานาน

ปวดท้องจากกระเพาะอักเสบกินยาอะไรดี: แนวทางการเลือกใช้ยาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

เมื่อมีอาการปวดท้องจากกระเพาะอักเสบ การเลือกใช้ยาควรแบ่งตามกลไกการออกฤทธิ์และความรุนแรงของอาการ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและตรงจุด ดังนี้

กลุ่มยาลดกรด (Antacids)

ยาลดกรดเป็นยาสสามัญประจำบ้านที่ช่วยบรรเทาอาการปวดแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ได้อย่างรวดเร็ว โดยยาจะทำหน้าที่สะเทินกรดในกระเพาะอาหารโดยตรง ตัวอย่างเช่น ยาน้ำอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ เหมาะสำหรับใช้บรรเทาอาการเฉียบพลันที่มีอาการแสบร้อน แต่ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไปโดยไม่ปรึกษาแพทย์

กลุ่มยาต้านฮีสตามีนเอชทู (H2 Receptor Antagonists)

ยาในกลุ่มนี้ เช่น ฟาโมทิดีน (Famotidine) ช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารโดยการยบล็อกตัวรับฮีสตามีน เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังหรือต้องการป้องกันอาการแสบร้อนในช่วงเวลากลางคืน

กลุ่มยาโปรปั๊มอินฮิบิเตอร์ (Proton Pump Inhibitors หรือ PPIs)

ยาในกลุ่มนี้ เช่น โอเมพราโซล (Omeprazole), แลนโซพราโซล (Lansoprazole) และแพนโทพราโซล (Pantoprazole) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดกรด ช่วยยับยั้งการหลั่งกรดจากเซลล์ในกระเพาะอาหารได้อย่างเบ็ดเสร็จ ช่วยให้แผลและอาการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหารหายเร็วขึ้น นิยมใช้ในการรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบรุนแรงหรือแผลในกระเพาะอาหาร

กลุ่มยาเคลือบกระเพาะอาหาร (Mucosal Protective Agents)

ยาซูคราเฟต (Sucralfate) ทำหน้าที่สร้างชั้นเคลือบป้องกันบริเวณเยื่อบุผิวที่ถูกทำลายหรือเป็นแผล เปรียบเสมือนเกราะคุ้มกันไม่ให้น้ำย่อยและกรดมากัดกรองเนื้อเยื่อเพิ่มเติม ช่วยเร่งกระบวนการสมานแผลตามธรรมชาติ

คำแนะนำจากคุณหมอ: การใช้ยาในกลุ่ม PPIs ควรรับประทานก่อนมื้ออาหารเช้าประมาณสามสิบนาที เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมการหลั่งกรดตลอดทั้งวัน

สิ่งทีควรทำและข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลตัวเองที่บ้าน

นอกจากการรับประทานยาแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดการระคายเคืองของกระเพาะอาหารและป้องกันไม่ให้อาการกำเริบ

  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อ หลีกเลี่ยงการปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลานาน
  • แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ แต่รับประทานบ่อยครั้ง เพื่อลดภาระการทำงานของกระเพาะอาหาร
  • เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืนทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารหมักดอง และอาหารไขมันสูง
  • งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม รวมถึงแอลกอฮอล์และงดการสูบบุหรี่
  • จัดการความเครียดด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น การนั่งสมาธิ การฝึกหายใจลึกๆ หรือการออกกำลังกายเบาๆ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นสิด (เช่น ไอบูโพรเฟน แอสไพริน ไดโคลฟีแนค) มารับประทานเองโดยเด็ดขาด หากมีอาการปวดข้อหรือปวดศีรษะ ให้เลือกใช้ยาพาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวที่เหมาะสม หรือปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทุกครั้ง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าอาการปวดท้องจากกระเพาะอักเสบส่วนใหญ่จะดีขึ้นได้เมื่อปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและรับประทานยาร่วมด้วย แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด:

  • อาเจียนเป็นเลือดสด หรืออาเจียนมีลักษณะคล้ายกากกาแฟ
  • อุจจาระมีสีดำเข้มคล้ายยางมะตอย หรือมีเลือดปนในอุจจาระ
  • ปวดท้องรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ไหว หรือหน้าท้องแข็งเกร็ง
  • น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ร่วมกับเบื่ออาหาร
  • กลืนอาหารลำบกลำบาก หรือรู้สึกมีอาหารติดคอ
  • มีไข้สูงร่วมกับอาการปวดท้อง

การป้องกันและการดูแลระยะยาว

เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกระเพาะอาหารอักเสบกลับมาเป็นซ้ำ ผู้ป่วยควรักษาระวินัยในการรับประทานอาหารให้ตรงเวลา หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดกรดเกิน และควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (Helicobacter pylori) หากมีอาการเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อได้อย่างถูกต้องและหายขาดจากโรค

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down