ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกอาการปวดท้อง: แยกแยะความเจ็บปวดอย่างไรให้รู้ทันโรคกระเพาะอักเสบ

อาการปวดท้องเป็นหนึ่งในอาการทางกายที่พบได้บ่อยที่สุดในมนุษย์ทุกคน แต่ความเจ็บปวดในแต่ละตำแหน่งและรูปแบบนั้นมีความหมายซ่อนอยู่ อาการปวดท้องแบบไหนเรียกว่ากระเพาะอักเสบ จึงเป็นคำถามสำคัญที่ทุกคนควรทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อไม่ให้ละเลยสัญญาณเตือนจากร่างกาย โรคกระเพาะอักเสบ (Gastritis) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ออาการปวดท้องธรรมดาหลังทานอาหารเผ็ด แต่เกิดจากการอักเสบหรือระคายเคืองของเยื่อเมือกบุผนังภายในกระเพาะอาหาร ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการสร้างสารเคลือบป้องกันกรดและน้ำย่อย หากเยื่อเมือกนี้ถูกทำลาย กรดในกระเพาะอาหารจะกัดเซาะเนื้อเยื่อโดยตรง จนก่อให้เกิดอาการปวดแสบ แน่น หรือจุก บริเวณลิ้นปี่อย่างชัดเจน

ในทางการแพทย์ โรคกระเพาะอักเสบสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักตามระยะเวลาของการเกิดโรค ได้แก่ โรคกระเพาะอักเสบเฉียบพลัน (Acute Gastritis) ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างกะทันหันจากสิ่งกระตุ้นเฉพาะหน้า เช่น การรับประทานอาหารรสจัดเกินไป การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก หรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาแก้ปวดบางชนิด และโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง (Chronic Gastritis) ที่มีการอักเสบต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน มักมีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร หรือภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าทำลายเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารของตนเอง กลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ครอบคลุมตั้งแต่คนวัยทำงานที่เผชิญภาวะความเครียดสะสม พฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ผู้สูงอายุที่ต้องใช้ยาต้านการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เป็นประจำ ไปจนถึงเด็กโตและวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมการทานอาหารฟาสต์ฟู้ดหรือน้ำอัดลมอย่างต่อเนื่อง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: เบื้องหลังความเจ็บปวดในกระเพาะอาหาร

การทำความเข้าใจถึงสาเหตุและกลไกการเกิดโรคกระเพาะอักเสบ จะช่วยให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างตรงจุด กลไกหลักของโรคเริ่มต้นจากความสมดุลระหว่างปัจจัยทำลาย (Aggressive Factors) เช่น กรดในกระเพาะอาหาร น้ำย่อย และเชื้อโรค กับปัจจัยป้องกัน (Defensive Factors) เช่น เมือกเคลือบกระเพาะอาหารและการไหลเวียนเลือดที่มาหล่อเลี้ยงผนังกระเพาะอาหารเกิดความเสียหาย ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดโรคกระเพาะอักเสบ มีดังต่อไปนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori หรือ H. pylori): นี่คือสาเหตุหลักของโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง แบคทีเรียชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดจัดของกระเพาะอาหารได้ โดยมันจะปล่อยเอนไซม์ทำลายชั้นเมือกเคลือบกระเพาะ ทำให้กรดกัดทำลายเนื้อเยื่อจนเกิดการอักเสบเรื้อรังและอาจลุกลามเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้
  • การใช้ยาต้านการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และแอสไพริน (Aspirin): ยาเหล่านี้ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่ช่วยสร้างสารพสตาแกลันดิน (Prostaglandins) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเมือกเคลือบกระเพาะ เมื่อสารนี้ลดลง เยื่อบุกระเพาะอาหารจึงขาดเกราะป้องกันและถูกกรดกัดทำลายได้ง่าย
  • พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม: การทานอาหารไม่ตรงเวลา การอดอาหารเป็นประจำ การทานอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หรือไขมันสูง รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ ล้วนกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามากกว่าปกติ
  • ภาวะความเครียดทางร่างกายและจิตใจ: ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการหลั่งกรดเพิ่มขึ้นและการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกระเพาะอาหารลดลง นอกจากนี้ ผู้ป่วยวิกฤตที่มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงหรือแผลไฟไหม้ทั่วร่างกาย ก็เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระเพาะอักเสบเฉียบพลันจากความเครียด (Stress-induced Gastritis) ได้เช่นกัน

ลักษณะอาการและรูปแบบการปวดท้องที่ต้องสังเกต

คำถามที่ว่า ปวดท้องแบบไหนเรียกว่ากระเพาะอักเสบ สามารถตอบได้ด้วยการสังเกตลักษณะและช่วงเวลาของการปวดอย่างละเอียด อาการของโรคกระเพาะอักเสบไม่ได้มีแค่ความเจ็บปวดทั่วไป แต่มีรูปแบบเฉพาะตัวที่แพทย์ใช้ในการวินิจฉัยเบื้องต้น

  • อาการปวดแสบหรือจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่: เป็นอาการเด่นชัดที่สุด ตำแหน่งมักอยู่บริเวณกึ่งกลางหน้าอกส่วนล่างเหนือสะดือขึ้นไป ลักษณะการปวดจะมีความรู้สึกแสบร้อน แน่นตื้อ หรืออึดอัดเหมือนมีลมในท้อง
  • ความสัมพันธ์กับมื้ออาหาร: ในผู้ป่วยบางราย อาการปวดมักเกิดขึ้นเวลาท้องว่างหรือหิว (เมื่อกระเพาะหลั่งกรดออกมาแต่ไม่มีอาหารให้ย่อย กรดจึงกัดผนังกระเพาะโดยตรง) และอาการปวดมักจะทุเลาลงหลังรับประทานอาหารหรือดื่มนม แต่ในบางกรณีที่เป็นแผลบริเวณส่วนปลายกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น อาการปวดอาจกำเริบขึ้นหลังทานอาหารไปแล้วสองถึงสามชั่วโมง
  • อาการร่วมอื่นๆ: มักมีอาการเรอเปรี้ยว ท้องอืด ท้องเฟ้อ รู้สึกอิ่มเร็ว เรอบ่อย คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีความรู้สึกจุกเสียดแน่นคอเสมือนมีอาหารตีกลับขึ้นมา
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากอาการปวดท้องมีความรุนแรงมาก หรือรูปแบบการปวดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น ปวดตลอดเวลาโดยไม่มีช่วงเวลาทุเลา หรือปวดร้าวทะลุไปที่แผ่นหลัง อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าโรคได้ลุกลามไปสู่ภาวะแผลทะลุในกระเพาะอาหาร ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์โดยด่วน

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรคกระเพาะอักเสบจะเป็นโรคที่พบได้ทั่วไปและสามารถบรรเทาอาการได้เองในเบื้องต้น แต่มีอาการบางประการที่เป็นสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ซึ่งบ่งบอกว่าโรคอาจมีความรุนแรงซับซ้อน หรืออาจไม่ใช่โรคกระเพาะอักเสบธรรมดา หากพบอาการเหล่านี้ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารทันที

  • อาเจียนเป็นเลือดสด หรืออาเจียนมีลักษณะคล้ายกากกาแฟ (Coffee-ground vomitus) ซึ่งแสดงถึงภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน
  • อุจจาระมีสีดำสนิท มีลักษณะเหนียวข้นคล้ายยางมะตอย หรือมีกลิ่นเหม็นรุนแรงผิดปกติ (Melena) ซึ่งเกิดจากเลือดทำปฏิกิริยากับกรดและน้ำย่อยในทางเดินอาหาร
  • น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร และไม่อยากรับประทานอาหาร
  • มีอาการกลืนลำบาก กลืนเจ็บ หรือรู้สึกเหมือนมีอาหารติดอยู่บริเวณคอหรือหน้าอก
  • อาการปวดท้องรุนแรงฉับพลัน ท้องแข็งตึง กดเจ็บหน้าท้องมาก ซึ่งเป็นสัญญาณของกระเพาะอาหารทะลุ (Perforation)
  • มีไข้สูงร่วมกับอาการปวดท้องเรื้อรัง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องที่สงสัยว่าเป็นโรคกระเพาะอักเสบ แพทย์จะมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ดังนี้

การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเป็นขั้นตอนแรก แพทย์จะสอบถามลักษณะอาการ ช่วงเวลาที่ปวด ประวัติการรับประทานอาหาร ประวัติการใช้ยาแก้ปวด ประวัติความเครียด และประวัติสุขภาพในครอบครัว จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายเบื้องต้น เช่น การคลำช่องท้องเพื่อหาจุดกดเจ็บ อาการเกร็งตัวของหน้าท้อง และการฟังเสียงการเคลื่อนไหวของลำไส้

ในกรณีที่แพทย์ต้องการยืนยันการวินิจฉัยหรือแยกโรคอื่นๆ ออกไป อาจพิจารณาใช้วิธีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนบน (EGD - Esophagogastroduodenoscopy) ซึ่งเป็นการตรวจมาตรฐานที่ดีที่สุด โดยแพทย์จะใช้กล้องขนาดเล็กที่มีไฟและกล้องโทรทัศน์สอดผ่านปากลงไปดูเยื่อบุหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นโดยตรง ทำให้สามารถเห็นรอยโรค แผล หรือจุดที่มีเลือดออกได้อย่างชัดเจน และสามารถตัดชิ้นเนื้อเล็กๆ ไปตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย เอช ไพโลไร หรือตรวจหาเซลล์ผิดปกติได้ในคราวเดียวกัน นอกจากนี้ อาจมีการตรวจอุจจาระเพื่อหาเลือดที่มองไม่ด้วยตาเปล่า (Fecal Occult Blood Test) หรือการตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test) เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย เอช ไพโลไร รวมถึงการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาภาวะซีดจากเลือดออกเรื้อรัง

วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

แนวทางการรักษาโรคกระเพาะอักเสบประกอบด้วยการใช้ยาเพื่อลดกรดและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตควบคู่กันไป เพื่อให้เยื่อบุผนังกระเพาะอาหารมีเวลาซ่อมแซมตัวเองได้อย่างเต็มที่

คำแนะนำจากคุณหมอ: การรักษาโรคกระเพาะอักเสบให้หายขาดนั้น ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่การรับประทานยาบรรเทาอาการเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการกำจัดต้นเหตุของโรค เช่น การทานยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียให้ครบตามกำหนดหากตรวจพบเชื้อ เอช ไพโลไร และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

กลุ่มยาที่แพทย์มักใช้ในการรักษา ได้แก่ ยากลุ่มลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร เช่น ยาโปรตอนปั๊มอินฮิบิเตอร์ (Proton Pump Inhibitors - PPIs) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุดในการยับยั้งการสร้างกรด และยากลุ่มบล็อกเกอร์ฮีสตามีน-ทู (H2-Receptor Blockers) ยาลดกรดทั่วไป (Antacids) สำหรับบรรเทาอาการปวดแสบร้อนชั่วคราว รวมถึงยาเคลือบกระเพาะอาหารเพื่อสร้างชั้นปกป้องชั่วคราว และหากตรวจพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย เอช ไพโลไร แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะสูตรเฉพาะร่วมกับยากลุ่ม PPIs เป็นระยะเวลา 10 ถึง 14 วัน ซึ่งผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ครบถ้วนตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการปวดจะหายไปแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ

สำหรับการดูแลตนเองเบื้องต้นที่บ้าน ผู้ป่วยควรปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารโดยแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ แต่ทานบ่อยครั้งขึ้น (เช่น ทาน 5 ถึง 6 มื้อต่อวันในปริมาณน้อย แทนการทานมื้อใหญ่ 3 มื้อ) เพื่อลดภาระการทำงานของกระเพาะอาหารและลดการหลั่งกรดส่วนเกิน หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารเผ็ดจัด อาหารทอดหรือไขมันสูง อาหารหมักดอง รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และงดการสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ควรจัดการความเครียดด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการซื้อยาแกปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน หรือแอสไพรินมารับประทานเองโดยไม่จำเป็น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพกระเพาะอาหารในระยะยาว

การป้องกันโรคกระเพาะอักเสบสามารถทำได้โดยการสร้างสุขอนามัยที่ดีและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เริ่มต้นจากการรับประทานอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อ ไม่ควรปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลานาน ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อแบคทีเรีย เอช ไพโลไร ที่อาจปนเปื้อนมากับอาหารหรือน้ำดื่ม หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน เช่น ช้อน แก้วน้ำ และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ นอกจากนี้ควรระมัดระวังในการใช้ยา โดยเฉพาะยาแก้ปวดอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หากมีความจำเป็นต้องใช้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง และควรหาแนวทางผ่อนคลายความเครียดที่เหมาะสม เช่น การทำสมาธิ โยคะ หรือกิจกรรมนันทนาการ เพื่อป้องกันไม่ให้ความเครียดมากระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down