ความจริงที่คุณต้องรู้: หนองในแท้และหนองในเทียมปล่อยไว้ไม่รักษาเสี่ยงเป็นหมันจริงไหม
โรคหนองในเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections) ที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทยและทั่วโลก แบ่งออกเป็นสองชนิดหลักด้วยกันคือ หนองในแท้ (Gonorrhea) และหนองในเทียม (Non-Gonococcal Urethritis - NGU) หลายคนมักมีความเข้าใจผิดคิดว่าอาการแสบขัดเบาๆ หรือมีมูกใสไหลออกจากอวัยวะเพศนั้นสามารถหายเองได้ หรือซื้อยามารับประทานเองตามร้านขายยาทั่วไปก็เพียงพอ ความจริงทางการแพทย์ยืนยันชัดเจนว่า การปล่อยโรคหนองในทั้งสองชนิดทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที มีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเป็นหมันทั้งในเพศชายและเพศหญิง
ในเพศชาย เชื้อโรคสามารถลุกลามจากท่อปัสสาวะไปสู่ต่อมลูกหมาก ท่อน้ำอสุจิ และอัณฑะ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ท่อน้ำอสุจิอุดตัน ส่งผลให้อสุจิไม่สามารถเดินทางออกมาได้ตามปกติ หรือทำลายคุณภาพของตัวอสุจิโดยตรง ส่วนในเพศหญิง เชื้อจะลุกลามขึ้นไปสู่มดลูก ท่อนำไข่ และอุ้งเชิงกราน ทำให้เกิดโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease - PID) ซึ่งท่อนำไข่จะเกิดพังผืดตีบตันหรืออุดตัน กลายเป็นสาเหตุหลักของภาวะมีบุตรยาก (Infertility) และเพิ่มความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูกที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: เชื้อโรคและการติดต่อ
ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อก่อโรคเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาและป้องกัน โดยโรคหนองในแต่ละชนิดเกิดจากเชื้อที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้
- หนองในแท้ (Gonorrhea): เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไนซีเรีย โกโนร์เรียอี (Neisseria gonorrhoeae) ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดแกรมลบ (Gram-negative diplococcus) เชื้อนี้ชื่นชอบเนื้อเยื่อบุผิวที่มีความชุ่มชื้น เช่น ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ทวารหนัก เยื่อบุตา และลำคอ
- หนองในเทียม (Non-Gonococcal Urethritis - NGU): เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือจุลชีพอื่นๆ ที่ไม่ใช่หนองในแท้ ตัวการที่พบบ่อยที่สุดคือ คลายไมเดีย ทราโคมาทิส (Chlamydia trachomatis) รวมถึงไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม (Mycoplasma genitalium) และยูเรียพลาสมา ยูเรียไลติคัม (Ureaplasma urealyticum)
ช่องทางการติดต่อของโรคทั้งสองชนิดนี้เกิดขึ้นผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบ (ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก และทางปาก) โดยไม่สวมถุงยางอนามัย นอกจากนี้มารดาที่ติดเชื้อยังสามารถถ่ายทอดเชื้อสู่ทารกแรกเกิดในระหว่างการคลอดธรรมชาติ ทำให้ทารกเกิดการติดเชื้อที่ดวงตาจนอาจ ตาบอด หรือติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้
อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรค
ระยะเวลาฟักตัวของโรคหนองในแท้ค่อนข้างสั้น ประมาณสองถึงห้าวันหลังได้รับเชื้อ ส่วนหนองในเทียมจะมีระยะฟักตัวนานกว่า คือประมาณหนึ่งถึงสามสัปดาห์ อาการเตือนที่สังเกตได้ชัดเจนมีดังนี้
- อาการในเพศชาย: มีอาการแสบขัดอย่างรุนแรงขณะปัสสาวะ รู้สึกยิบๆ บริเวณท่อปัสสาวะ มีหนองข้นสีเหลืองหรือสีเขียวไหลออกจากท่อปัสสาวะ (พบได้เด่นชัดในหนองในแท้) หรือมีมูกใสหรือมูกขุ่นขาวไหลซึมออกมาในตอนเช้า (พบในหนองในเทียม) บางรายอาจมีอาการปวดหน่วงบริเวณลูกอัณฑะร่วมด้วย
- อาการในเพศหญิง: ส่วนใหญ่มักแสดงอาการน้อยหรือไม่แสดงอาการเลยในระยะแรก (Asymptomatic) ทำให้ผู้ป่วยชะล่าใจ แต่หากมีอาการจะพบตกขาวผิดปกติมีสีเหลืองหรือเขียว มีกลิ่นเหม็นคาวปลา ปัสสาวะแสบขัด มีเลือดออกกะปริดกะปรอยนอกรอบเดือน และมีอาการปวดท้องน้อยขณะมีเพศสัมพันธ์
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
การวินิจฉัยโรคหนองในให้แม่นยำ จำเป็นต้องอาศัยแพทย์ผู้ชำนาญการในการประเมินและส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักประวัติทางเพศสัมพันธ์ ประวัติคู่นอน และตรวจอวัยวะเพศเพื่อดูสิ่งคัดหลั่งหรือรอยโรค
- การย้อมสีแกรม (Gram Stain): สำหรับหนองในแท้ แพทย์จะนำหนองจากท่อปัสสาวะหรือปากมดลูกมาป้ายสไลด์ย้อมสีและตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อหาเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งให้ผลรวดเร็วและแม่นยำสูงในเพศชาย
- การตรวจด้วยวิธีแนกซ์ (Nucleic Acid Amplification Tests - NAATs): เป็นวิธีมาตรฐานที่มีความไวและความจำเพาะสูงสุด สามารถตรวจหาDNAของเชื้อทั้งหนองในแท้และหนองในเทียมได้จากปัสสาวะส่วนต้นหรือจากการป้ายสิ่งคัดหลั่ง
- การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วม: เนื่องจากผู้ป่วยมักติดเชื้อหลายชนิดพร้อมกัน แพทย์จะแนะนำให้ตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) ซิฟิลิส (Syphilis) และไวรัสตับอักเสบซีและบีร่วมด้วยเสมอ
วิธีใช้ยา ขนาดยาที่ถูกต้อง และวิธีใช้อย่างปลอดภัย
การรักษาโรคหนองในต้องอาศัยยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ที่จำเพาะเจาะจง เนื่องจากปัจจุบันเชื้อแบคทีเรียมีการดื้อยาค่อนข้างสูง ห้ามซื้อยารับประทานเองเด็ดขาด แนวทางการรักษาตามมาตรฐานสากลมีดังนี้
- การรักษาโรคหนองในแท้ (Gonorrhea): ยามาตรฐานหลักที่องค์การอนามัยโลกและกรมควบคุมโรคแนะนำคือ การฉีดยาปฏิชีวนะ เซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) ขนาดสองร้อยห้าสิบคือกิโลกรัม (250 มิลลิกรัม) เข้ากล้ามเนื้อเพียงครั้งเดียว ร่วมกับการรับประทานยาอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) ขนาดหนึ่งกรัม (1 กรัม) ทางปากครั้งเดียว เพื่อครอบคลุมการติดเชื้อหนองในเทียมที่มักมาพร้อมกัน
- การรักษาโรคหนองในเทียม (Non-Gonococcal Urethritis): ใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตไซคลิน (Tetracycline) เช่น ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) ขนาดหนึ่งร้อยมิลลิกรัม (100 มิลลิกรัม) รับประทานวันละสองครั้ง เช้าและเย็น ติดต่อกันเป็นเวลาเจ็ดวัน หรืออาจใช้ยาอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) ขนาดหนึ่งกรัมรับประทานครั้งเดียวตามแพทย์สั่ง
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา
ระหว่างการรับประทานยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยอาจพบผลข้างเคียงเล็กน้อยที่สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย หรือมีผื่นแพ้ยาผิวหนังเล็กน้อย หากมีอาการแพ้ยารุนแรง เช่น หายใจไม่ออก หน้าบวม ปากบวม หรือมีผื่นลมพิษกระจายทั่วตัว ให้หยุดยาและรีบไปพบแพทย์ทันที สำหรับสตรีมีครรภ์ แพทย์จะหลีกเลี่ยงการใช้ยาบางกลุ่ม เช่น ด็อกซีไซคลิน เนื่องจากมีผลต่อกระดูกและฟันของทารกในครรภ์ โดยจะเลือกใช้ยาตัวอื่นที่ปลอดภัยกว่าแทน
ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด
เนื่องจากโรคหนองในเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรีย การซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองจากร้านขายยา เช่น อม็อกซิซิลลิน (Amoxicillin) ซิโปรฟลอกซาซิน (Ciprofloxacin) หรือยาน้ำขับปัสสาวะต่างๆ ถือเป็นยาอันตรายและห้ามใช้เองเด็ดขาด เนื่องจากการใช้ยาไม่ตรงกับชนิดของเชื้อหรือใช้ขนาดที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้เชื้อโรคเกิดการดื้อยาขั้นรุนแรง (Antibiotic Resistance) ทำให้โรคไม่หาย ลุกลามเรื้อรัง และส่งผลให้การรักษาในครั้งต่อไปทำได้ยากยิ่งขึ้น รวมถึงเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจนเป็นหมันถาวร
วิธีป้องกันและการปฏิบัติตัวระยะยาว
การป้องกันโรคหนองในแท้และหนองในเทียมที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดคือ การสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่แน่ใจสถานะสุขภาพ และควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำทุกปีหากมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคนหรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรักษาหนองในทานเองเด็ดขาด
- พบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาด้วยยาที่ถูกต้องตามมาตรฐาน
- ทานยาหรือรับการฉีดยาให้ครบถ้วนตามแพทย์สั่งห้ามขาดตอน
- พาคู่นอนมารับการตรวจและรักษาพร้อมกันเพื่อตัดวงจรการติดเชื้อซ้ำ
- งดการมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างการรักษาจนกว่าจะมั่นใจว่าหายขาด