ไขข้อข้องใจ: เป็นหนองในเทียมรักษาหายแล้วทำไมกลับมาเป็นอีก
โรคหนองในเทียม (Nongonococcal Urethritis - NGU) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยมากในปัจจุบัน สร้างความกังวลใจและสร้างความรำคาญให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาการมักจะเรื้อรังและกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อยครั้ง แม้ว่าผู้ป่วยจะรับประทานยาจนหมดคอร์สและแพทย์ยืนยันว่าหายดีแล้วก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของตัวโรคเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยร่วมหลายประการที่ทำให้เชื้อโรคกลับมาเล่นงานซ้ำสอง ซึ่งในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพบว่าความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการรักษาและการปฏิบัติตัวหลังการรักษาคือสาเหตุหลัก
ทำความเข้าใจโรคหนองในเทียมและสาเหตุที่แท้จริง
หนองในเทียมไม่ใช่โรคหนองในแท้ (Gonorrhea) โดยมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของเชื้อที่เป็นสาเหตุและลักษณะอาการ แม้ว่าอาการแสดงอาจมีความคล้ายคลึงกัน เช่น มีอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะ หรือมีมูกใสหรือมูกขุ่นไหลออกจากท่อปัสสาวะในตอนเช้า แต่หนองในเทียมมักเกิดจากเชื้อจุลชีพหลายชนิดที่ดื้อยาได้ง่ายและตรวจพบได้ยากกว่า เชื้อที่เป็นสาเหตุหลักได้แก่:
- เชื้อคลามัยเดีย ทราโชมาทิส (Chlamydia trachomatis) ซึ่งเป็นสาเหตุพบได้บ่อยที่สุด
- เชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม (Mycoplasma genitalium) เชื้อตัวนี้มีความร้ายแรงเพราะมักดื้อต่อยาปฏิชีวนะมาตรฐานทั่วไป
- เชื้อยูเรียพลาสมา ยูเรียไลติคัม (Ureaplasma urealyticum)
- เชื้อโปรโตซัวหรือเชื้อราอื่นๆ ที่ปะปนมาจากการติดเชื้อร่วม
สาเหตุหลักที่ทำให้โรคหนองในเทียมกลับมาเป็นซ้ำ
การที่ผู้ป่วยกลับมามีอาการซ้ำหลังจากรักษาหายแล้ว มักไม่ได้เกิดจากการที่โรคเดิมกลับกำเริบขึ้นมาเองโดยไม่มีเหตุผล แต่เกิดจากกลไกทางการแพทย์และพฤติกรรม ดังนี้:
- การติดเชื้อซ้ำจากคู่นอน (Re-infection): นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยได้รับการรักษาจนหายขาดแล้ว แต่มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนเดิมที่ยังไม่ได้รับการรักษา ทำให้ได้รับเชื้อตัวเดิมกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง เปรียบเสมือนการทำความสะอาดบ้านแต่ยังเปิดหน้าต่างรับฝุ่นเข้ามาเรื่อยๆ
- การรักษาคู่นอนไม่พร้อมกัน: โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จำเป็นต้องรักษาพร้อมกันทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหายและอีกฝ่ายยังเป็นพาหะ การมีเพศสัมพันธ์จะทำให้เกิดการติดเชื้อวนไปไม่มีที่สิ้นสุด
- เชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotic Resistance): การใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่ตรงกับชนิดของเชื้อ หรือการซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองในปริมาณที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เชื้อโรคปรับตัวและเกิดภาวะดื้อยา ส่งผลให้การรักษาครั้งต่อไปยากขึ้นและกลับมาแสดงอาการอีก
- การติดเชื้อชนิดอื่นร่วมด้วย (Co-infection): ในผู้ป่วยบางรายอาจติดเชื้อหลายชนิดพร้อมกัน แต่ยาที่แพทย์จ่ายให้ครอบคลุมเชื้อเพียงบางตัว ทำให้เชื้ออีกตัวยังคงเหลือรอดและแสดงอาการขึ้นมาหลังจากยาหมดฤทธิ์
- การรับเชื้อชุดใหม่จากคู่นอนใหม่: พฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยง มีคู่นอนหลายคน และไม่ได้ป้องกัน ทำให้มีโอกาสรับเชื้อหนองในเทียมสายพันธุ์เดิมหรือสายพันธุ์ใหม่ซ้ำซ้อนได้ตลอดเวลา
กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาหนองในเทียมและขนาดยาที่ถูกต้อง
การรักษาโรคหนองในเทียมต้องใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ที่มีความจำเพาะเจาะจงสูง แพทย์จะเป็นผู้ประเมินจากอาการและประวัติ โดยกลุ่มยาหลักที่ใช้ในปัจจุบันตามแนวทางการรักษามาตรฐานทางการแพทย์มีดังนี้:
- ยากลุ่มอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin): เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่มแมคโครไลด์ (Macrolides) นิยมใช้ในรูปแบบรับประทานขนาดสูงครั้งเดียว หรือตามแผนการรักษาที่แพทย์กำหนด เพื่อความสะดวกและมั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับยาครบถ้วน
- ยากลุ่มด็อกซีไซคลิน (Doxycycline): เป็นยากลุ่มเตซัยคลิน (Tetracyclines) ซึ่งปัจจุบันองค์การอนามัยโลกและแนวทางเวชปฏิบัติหลายสำนักแนะนำให้เป็นยาอันดับแรกสำหรับการรักษาหนองในเทียมจากเชื้อคลามัยเดีย โดยต้องรับประทานติดต่อกันอย่างต่อเนื่องนานเจ็ดถึงสิบสี่วันตามแพทย์สั่ง
- ยากลุ่มอื่นๆ กรณีดื้อยา: เช่น โมซิฟลอกซาซิน (Moxifloxacin) หรือพริสตินามัยซิน (Pristinamycin) ซึ่งจะใช้ในกรณีที่เชื้อดื้อต่อยาพื้นฐานหรือโรคกลับมาเป็นซ้ำหลายครั้ง
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาปฏิชีวนะ
ผู้ป่วยที่รับประทานยาเพื่อรักษาหนองในเทียมอาจพบผลข้างเคียงจากยาได้ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปและมักหายไปได้เองหลังหยุดยา แต่หากมีอาการรุนแรงควรปรึกษาแพทย์ทันที:
- อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสีย โดยเฉพาะเมื่อทานยากลุ่มด็อกซีไซคลินขณะท้องว่าง
- อาการเวียนศีรษะหรือปวดศีรษะเล็กน้อย
- ภาวะแพ้ยา ซึ่งอาจแสดงออกเป็นผื่นแดง คัน ลมพิษ หรือมีอาการบวมที่ใบหน้าและริมฝีปาก (หากมีอาการเหล่านี้ต้องหยุดยาและพบแพทย์ฉุกเฉินทันที)
- อาการไวต่อแสงแดดมากขึ้นในผู้ที่ทานยากลุ่มด็อกซีไซคลิน จึงควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดจัดในช่วงที่รับประทานยา
วิธีป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและการดูแลตนเอง
การตัดวงจรการกลับมาเป็นซ้ำของโรคหนองในเทียมต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเคร่งครัดทั้งตัวผู้ป่วยและคู่นอน โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้:
- งดมีเพศสัมพันธ์เด็ดขาดระหว่างการรักษา: ควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าตนเองและคู่นอนจะได้รับการรักษาจนครบถ้วน และผ่านพ้นระยะเวลาปลอดภัยตามที่แพทย์แนะนำ (โดยทั่วไปคืออย่างน้อยเจ็ดวันหลังจากทานยาหมด)
- พาคู่นอนมารับการรักษาพร้อมกัน: นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อวนซ้ำ คู่นอนทุกคนในช่วงหกสิบวันก่อนแสดงอาการต้องได้รับการตรวจและรักษาด้วยเช่นกันแม้จะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็ตาม
- การตรวจติดตามผลหลังการรักษา: แพทย์อาจนัดมาตรวจซ้ำ (Test of Cure) หลังจากรักษาหายแล้วประมาณสามถึงสัปดาห์ เพื่อยืนยันว่าไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่ในร่างกายจริง ๆ
- การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง: การป้องกันด้วยถุงยางอนามัยมาตรฐานอย่างถูกวิธีสามารถลดความเสี่ยงในการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สัญญาณเตือนที่ควรกลับมาพบแพทย์ซ้ำทันที
หากผู้ป่วยรักษาหายแล้วแต่พบอาการเหล่านี้กลับมาอีก แม้จะเว้นช่วงไปนานเพียงใดก็ตาม ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัยซ้ำทันที:
- มีอาการปัสสาวะแสบขัด มีความรู้สึกเจริญรอยตามท่อปัสสาวะ
- มีหนองใส มูกใส หรือของเหลวผิดปกติไหลออกจากท่อปัสสาวะในช่วงเช้า
- มีอาการปวดหน่วงบริเวณอัณฑะ หรือปวดท้องน้อย
- มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต