ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจ: เป็นหนองในเทียมรักษาหายแล้วทำไมกลับมาเป็นอีก

โรคหนองในเทียม (Nongonococcal Urethritis - NGU) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยมากในปัจจุบัน สร้างความกังวลใจและสร้างความรำคาญให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาการมักจะเรื้อรังและกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อยครั้ง แม้ว่าผู้ป่วยจะรับประทานยาจนหมดคอร์สและแพทย์ยืนยันว่าหายดีแล้วก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของตัวโรคเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยร่วมหลายประการที่ทำให้เชื้อโรคกลับมาเล่นงานซ้ำสอง ซึ่งในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพบว่าความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการรักษาและการปฏิบัติตัวหลังการรักษาคือสาเหตุหลัก

ทำความเข้าใจโรคหนองในเทียมและสาเหตุที่แท้จริง

หนองในเทียมไม่ใช่โรคหนองในแท้ (Gonorrhea) โดยมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของเชื้อที่เป็นสาเหตุและลักษณะอาการ แม้ว่าอาการแสดงอาจมีความคล้ายคลึงกัน เช่น มีอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะ หรือมีมูกใสหรือมูกขุ่นไหลออกจากท่อปัสสาวะในตอนเช้า แต่หนองในเทียมมักเกิดจากเชื้อจุลชีพหลายชนิดที่ดื้อยาได้ง่ายและตรวจพบได้ยากกว่า เชื้อที่เป็นสาเหตุหลักได้แก่:

  • เชื้อคลามัยเดีย ทราโชมาทิส (Chlamydia trachomatis) ซึ่งเป็นสาเหตุพบได้บ่อยที่สุด
  • เชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม (Mycoplasma genitalium) เชื้อตัวนี้มีความร้ายแรงเพราะมักดื้อต่อยาปฏิชีวนะมาตรฐานทั่วไป
  • เชื้อยูเรียพลาสมา ยูเรียไลติคัม (Ureaplasma urealyticum)
  • เชื้อโปรโตซัวหรือเชื้อราอื่นๆ ที่ปะปนมาจากการติดเชื้อร่วม

สาเหตุหลักที่ทำให้โรคหนองในเทียมกลับมาเป็นซ้ำ

การที่ผู้ป่วยกลับมามีอาการซ้ำหลังจากรักษาหายแล้ว มักไม่ได้เกิดจากการที่โรคเดิมกลับกำเริบขึ้นมาเองโดยไม่มีเหตุผล แต่เกิดจากกลไกทางการแพทย์และพฤติกรรม ดังนี้:

  • การติดเชื้อซ้ำจากคู่นอน (Re-infection): นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยได้รับการรักษาจนหายขาดแล้ว แต่มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนเดิมที่ยังไม่ได้รับการรักษา ทำให้ได้รับเชื้อตัวเดิมกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง เปรียบเสมือนการทำความสะอาดบ้านแต่ยังเปิดหน้าต่างรับฝุ่นเข้ามาเรื่อยๆ
  • การรักษาคู่นอนไม่พร้อมกัน: โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จำเป็นต้องรักษาพร้อมกันทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหายและอีกฝ่ายยังเป็นพาหะ การมีเพศสัมพันธ์จะทำให้เกิดการติดเชื้อวนไปไม่มีที่สิ้นสุด
  • เชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotic Resistance): การใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่ตรงกับชนิดของเชื้อ หรือการซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองในปริมาณที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เชื้อโรคปรับตัวและเกิดภาวะดื้อยา ส่งผลให้การรักษาครั้งต่อไปยากขึ้นและกลับมาแสดงอาการอีก
  • การติดเชื้อชนิดอื่นร่วมด้วย (Co-infection): ในผู้ป่วยบางรายอาจติดเชื้อหลายชนิดพร้อมกัน แต่ยาที่แพทย์จ่ายให้ครอบคลุมเชื้อเพียงบางตัว ทำให้เชื้ออีกตัวยังคงเหลือรอดและแสดงอาการขึ้นมาหลังจากยาหมดฤทธิ์
  • การรับเชื้อชุดใหม่จากคู่นอนใหม่: พฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยง มีคู่นอนหลายคน และไม่ได้ป้องกัน ทำให้มีโอกาสรับเชื้อหนองในเทียมสายพันธุ์เดิมหรือสายพันธุ์ใหม่ซ้ำซ้อนได้ตลอดเวลา
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองเด็ดขาดเมื่อมีอาการกลับมาเป็นซ้ำ การกินยาซี้ซั้วจะยิ่งทำให้เชื้อโรคดื้อยาและรักษายากขึ้นเป็นทวีคูณ ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อและรับการรักษาตามผลห้องปฏิบัติการเท่านั้น

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาหนองในเทียมและขนาดยาที่ถูกต้อง

การรักษาโรคหนองในเทียมต้องใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ที่มีความจำเพาะเจาะจงสูง แพทย์จะเป็นผู้ประเมินจากอาการและประวัติ โดยกลุ่มยาหลักที่ใช้ในปัจจุบันตามแนวทางการรักษามาตรฐานทางการแพทย์มีดังนี้:

  • ยากลุ่มอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin): เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่มแมคโครไลด์ (Macrolides) นิยมใช้ในรูปแบบรับประทานขนาดสูงครั้งเดียว หรือตามแผนการรักษาที่แพทย์กำหนด เพื่อความสะดวกและมั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับยาครบถ้วน
  • ยากลุ่มด็อกซีไซคลิน (Doxycycline): เป็นยากลุ่มเตซัยคลิน (Tetracyclines) ซึ่งปัจจุบันองค์การอนามัยโลกและแนวทางเวชปฏิบัติหลายสำนักแนะนำให้เป็นยาอันดับแรกสำหรับการรักษาหนองในเทียมจากเชื้อคลามัยเดีย โดยต้องรับประทานติดต่อกันอย่างต่อเนื่องนานเจ็ดถึงสิบสี่วันตามแพทย์สั่ง
  • ยากลุ่มอื่นๆ กรณีดื้อยา: เช่น โมซิฟลอกซาซิน (Moxifloxacin) หรือพริสตินามัยซิน (Pristinamycin) ซึ่งจะใช้ในกรณีที่เชื้อดื้อต่อยาพื้นฐานหรือโรคกลับมาเป็นซ้ำหลายครั้ง
คำแนะนำจากคุณหมอ: สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะคือ ต้องรับประทานยาให้ครบตามจำนวนวันและตรงเวลาแม้ว่าอาการจะหายไปตั้งแต่สองวันแรกแล้วก็ตาม การหยุดยาเองกลางคันคือชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เชื้อหลงเหลือและดื้อยาในเวลาต่อมา

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาปฏิชีวนะ

ผู้ป่วยที่รับประทานยาเพื่อรักษาหนองในเทียมอาจพบผลข้างเคียงจากยาได้ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปและมักหายไปได้เองหลังหยุดยา แต่หากมีอาการรุนแรงควรปรึกษาแพทย์ทันที:

  • อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสีย โดยเฉพาะเมื่อทานยากลุ่มด็อกซีไซคลินขณะท้องว่าง
  • อาการเวียนศีรษะหรือปวดศีรษะเล็กน้อย
  • ภาวะแพ้ยา ซึ่งอาจแสดงออกเป็นผื่นแดง คัน ลมพิษ หรือมีอาการบวมที่ใบหน้าและริมฝีปาก (หากมีอาการเหล่านี้ต้องหยุดยาและพบแพทย์ฉุกเฉินทันที)
  • อาการไวต่อแสงแดดมากขึ้นในผู้ที่ทานยากลุ่มด็อกซีไซคลิน จึงควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดจัดในช่วงที่รับประทานยา

วิธีป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและการดูแลตนเอง

การตัดวงจรการกลับมาเป็นซ้ำของโรคหนองในเทียมต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเคร่งครัดทั้งตัวผู้ป่วยและคู่นอน โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้:

  • งดมีเพศสัมพันธ์เด็ดขาดระหว่างการรักษา: ควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าตนเองและคู่นอนจะได้รับการรักษาจนครบถ้วน และผ่านพ้นระยะเวลาปลอดภัยตามที่แพทย์แนะนำ (โดยทั่วไปคืออย่างน้อยเจ็ดวันหลังจากทานยาหมด)
  • พาคู่นอนมารับการรักษาพร้อมกัน: นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อวนซ้ำ คู่นอนทุกคนในช่วงหกสิบวันก่อนแสดงอาการต้องได้รับการตรวจและรักษาด้วยเช่นกันแม้จะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็ตาม
  • การตรวจติดตามผลหลังการรักษา: แพทย์อาจนัดมาตรวจซ้ำ (Test of Cure) หลังจากรักษาหายแล้วประมาณสามถึงสัปดาห์ เพื่อยืนยันว่าไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่ในร่างกายจริง ๆ
  • การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง: การป้องกันด้วยถุงยางอนามัยมาตรฐานอย่างถูกวิธีสามารถลดความเสี่ยงในการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สัญญาณเตือนที่ควรกลับมาพบแพทย์ซ้ำทันที

หากผู้ป่วยรักษาหายแล้วแต่พบอาการเหล่านี้กลับมาอีก แม้จะเว้นช่วงไปนานเพียงใดก็ตาม ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัยซ้ำทันที:

  • มีอาการปัสสาวะแสบขัด มีความรู้สึกเจริญรอยตามท่อปัสสาวะ
  • มีหนองใส มูกใส หรือของเหลวผิดปกติไหลออกจากท่อปัสสาวะในช่วงเช้า
  • มีอาการปวดหน่วงบริเวณอัณฑะ หรือปวดท้องน้อย
  • มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down