ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

คลายความกังวล โรคติดหนองในแท้และหนองในเทียมรักษาหายขาดได้จริงหรือไม่

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโรคหนองในซึ่งแบ่งออกเป็นสองชนิดหลัก ได้แก่ หนองในแท้ (Gonorrhea) และหนองในเทียม (Nongonococcal Urethritis) คำถามที่พบบ่อยที่สุดจากผู้ป่วยคือโรคกลุ่มนี้สามารถรักษาหายขาดได้หรือไม่ คำตอบทางการแพทย์คือ สามารถรักษาให้หายขาดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ หากได้รับการวินิจฉัยที่รวดเร็ว ได้รับยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือโรคเหล่านี้มักมีอาการแสดงเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกัน แต่เกิดจากเชื้อจุลชีพคนละชนิด ซึ่งส่งผลให้แนวทางการใช้ยาและขนาดยามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาหรือการซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ภาวะมีบุตรยาก การติดเชื้อลุกลามสู่อวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน หรือการเกิดพังผืดในท่อปัสสาวะ

ทำความรู้จักสาเหตุและกลไกการเกิดโรคของหนองในแท้และหนองในเทียม

การทำความเข้าใจความแตกต่างของเชื้อก่อโรคเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการรักษาอย่างตรงจุด

หนองในแท้ เกิดจากอะไร

หนองในแท้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไนซีเรีย กอนอร์โรเฮีย (Neisseria gonorrhoeae) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมลบ เชื้อนี้มีความสามารถในการแบ่งตัวและแพร่กระจายในเยื่อบุผิวที่มีความชุ่มชื้นได้รวดเร็ว เช่น ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ทวารหนัก ลำคอ และเยื่อบุตา การติดต่อเกิดขึ้นผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือช่องปาก โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย รวมถึงการติดต่อจากมารดา, สู่ทารกในครรภ์ระหว่างการคลอดธรรมชาติ

หนองในเทียม เกิดจากอะไร

หนองในเทียมคือภาวะการอักเสบของท่อปัสสาวะที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อหนองในแท้ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มอื่น เช่น คลายไมเดีย ทราโชมาทิส (Chlamydia trachomatis) ไมโคพลาสมา เจนิทาเลียม (Mycoplasma genitalium) หรือยูรีพลาสมา ยูรีไลติกุม (Ureaplasma urealyticum) เชื้อเหล่านี้ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกัน แต่มีระยะฟักตัวและพฤติกรรมการตอบสนองต่อยาที่แตกต่างออกไปจากหนองในแท้

อาการสำคัญและลำดับขั้นการพัฒนาของโรค

อาการแสดงของโรคทั้งสองชนิดมีความใกล้เคียงกันมากจนแพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยแยกโรคได้เพียงแค่การมองด้วยตาเปล่า

อาการแสดงในเพศชาย

ในเพศชายมักเริ่มแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2 ถึง 7 วันสำหรับหนองในแท้ และอาจนานถึง 1 ถึง 3 สัปดาห์สำหรับหนองในเทียม อาการเด่นชัดประกอบด้วยอาการแสบขัดอย่างรุนแรงขณะปัสสาวะ มีมูกหรือหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ โดยหนองในแท้มักมีหนองสีเหลืองข้นหรือเขียวไหลออกมาปริมาณมากในตอนเช้า ส่วนหนองในเทียมมักมีลักษณะเป็นมูกใสหรือขาวขุ่นปริมาณน้อยกว่า นอกจากนี้ยังอาจมีอาการปวดหน่วงบริเวณอัณฑะร่วมด้วย

อาการแสดงในเพศหญิง

เพศหญิงส่วนใหญ่มักมีความซับซ้อนกว่าเนื่องจากกว่าร้อยละ 50 ไม่มีอาการแสดงในระยะแรก ทำให้เชื้อแพร่กระจายโดยไม่รู้ตัว เมื่อเริ่มมีอาการจะพบตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นเมี๊ยนหรือมีสีเหลืองปนเขียว มีอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะ เลือดออกกะปริบกะปรอยนอกรอบเดือน เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ และมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังจากการอักเสบในอุ้งเชิงกราน

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ผู้ป่วยจำนวนมากเข้าใจผิดว่าอาการปัสสาวะแสบขัดเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบทั่วไป จึงซื้อยาแก้ปวดหรือยาขับปัสสาวะทานเอง ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายลุกลามและรักษายากขึ้น

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์โดยด่วน

แม้โรคหนองในจะไม่ใช่โรคที่เสียชีวิตเฉียบพลันในระยะแรก แต่หากปล่อยให้ลุกลามจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตหรือสร้างความเสียหายถาวรต่อระบบสืบพันธุ์ สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าการติดเชื้อลุกลามและต้องรีบพบแพทย์ทันทีประกอบด้วย

  • มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมกับอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง
  • อาการปวดข้อ บวมแดงหลายข้อพร้อมกัน เกิดจากการกระจายตัวของเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด
  • มีอาการบวมแดงร้อนบริเวณถุงอัณฑะอย่างรุนแรงในเพศชาย
  • เลือดออกทางช่องคลอดปริมาณมากผิดปกติร่วมกับหน้ามืดวิงเวียนศีรษะ
  • มีแผลเปิดหรือตุ่มน้ำบริเวณอวัยวะเพศร่วมด้วย ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นร่วมด้วย เช่น ซิฟิลิส หรือเริม

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ที่แม่นยำ

การวินิจฉัยโรคหนองในแท้และหนองในเทียมต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อระบุชนิดของเชื้อได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากแนวทางการใช้ยาแตกต่างกัน วิธีการตรวจมาตรฐานประกอบด้วย

  • การซักประวัติพฤติกรรมทางเพศและระยะเวลาการแสดงอาการ
  • การตรวจย้อมสีแกรม (Gram Stain) จากสิ่งส่งตรวจบริเวณท่อปัสสาวะหรือปากมดลูก เพื่อดูเม็ดเลือดขาวและเชื้อแบคทีเรีย
  • การตรวจด้วยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (Nucleic Acid Amplification Testing - NAAT) ซึ่งเป็นวิธีที่มีความไวและความแม่นยำสูงสุด สามารถตรวจหาพันธุกรรมของเชื้อทั้งหนองในแท้และหนองในเทียมได้จากการปัสสาวะหรือการปั่นสิ่งส่งตรวจ
  • การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี และโรคซิฟิลิส

วิธีดูแลรักษาและแนวทางการใช้ยาตามหลักการแพทย์สากล

การรักษาโรคหนองในแท้และหนองในเทียมมีความจำเพาะเจาะจงสูง แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาจ่ายยาตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาหนองในแท้

เนื่องจากปัญหาเชื้อดื้อยาในปัจจุบัน แนวทางการรักษาหนองในแท้จึงต้องใช้ยาฉีดร่วมกับยากลืน โดยมักใช้ยาเซฟไตรแอกโซน (Ceftriaxone) ขนาด 500 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว ร่วมกับการรับประทานยาอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) 1 กรัม เพื่อป้องกันการติดเชื้อหนองในเทียมที่มักเกิดร่วมกัน (Co-infection)

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาหนองในเทียม

หากผลตรวจยืนยันว่าเป็นหนองในเทียมจากเชื้อคลายไมเดีย แพทย์จะพิจารณาจ่ายยากลุ่มเตไซคลิน เช่น ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) รับประทานครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน หรือเลือกใช้ยาอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) ขนาด 1 กรัมรับประทานครั้งเดียวตามดุลพินิจของแพทย์

คำแนะนำจากคุณหมอ: สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาคือ ผู้ป่วยต้องรับประทานยาหรือฉีดยาให้ครบตามขนาดและระยะเวลาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการปัสสาวะแสบขัดหรือหนองจะหายไปแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและลดปัญหาเชื้อดื้อยา

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การจัดการกับโรคหนองในมีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามทางการแพทย์ที่ผู้ป่วยต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองตามร้านขายยาทั่วไป เนื่องจากขนาดและชนิดของยาอาจไม่ครอบคลุมเชื้อ ทำให้เชื้อพัฒนาความดื้อยาและรักษายากขึ้นในอนาคต
  • ห้ามมีเพศสัมพันธ์เด็ดขาดตลอดระยะเวลาการรักษาและจนกว่าจะได้รับการยืนยันจากแพทย์ว่าหายขาดแล้ว (โดยทั่วไปแนะนำให้งดเว้นอย่างน้อย 7 วันหลังเริ่มการรักษา และคู่รักต้องได้รับการรักษาพร้อมกันด้วย)
  • ห้ามหยุดยาเองเมื่ออาการดีขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการรับประทานอาหารรสจัดขณะกำลังรักษา เนื่องจากอาจทำให้อาการอักเสบรุนแรงขึ้นและรบกวนประสิทธิภาพการดูดซึมยา

วิธีป้องกันและการปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อซ้ำ

การป้องกันการติดเชื้อหนองในแท้และหนองในเทียมทำได้โดยการมีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ การหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ และการเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำทุกปี หรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนคู่นอนใหม่ สำหรับผู้ที่เคยได้รับการรักษาหายแล้ว สามารถกลับมาติดเชื้อซ้ำได้อีกหากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโดยไม่ป้องกัน เนื่องจากร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันถาวรต่อโรคนี้

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down