ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกอาการเป็นหนองไหลจากอวัยวะเพศ สัญญาณเตือนภัยเงียบที่ต้องใส่ใจ

อาการมีของเหลวข้นสีเหลืองหรือสีเขียวคล้ายหนองไหลออกมาจากอวัยวะเพศ ไม่ว่าจะเป็นท่อปัสสาวะของผู้ชายหรือช่องคลอดและปากมดลูกของผู้หญิง ถือเป็นสัญญาณเตือนทางการแพทย์ที่ชัดเจนว่าร่างกายกำลังเผชิญกับการติดเชื้อรุนแรง โดยเฉพาะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections) ซึ่งโรคที่พบได้บ่อยที่สุดและมีอาการเด่นชัดคือโรคหนองใน (Gonorrhea) และโรคหนองในเทียม (Nongonococcal Urethritis) การปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น การติดเชื้อลุกลามไปยังอุ้งเชิงกราน ท่อนำไข่อุดตันในเพศหญิง หรือต่อมลูกหมากอักเสบในเพศชาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาวะการมีบุตรยากในอนาคต

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคติดเชื้อหนองในและโรคระบบทางเดินปัสสาวะ

โรคหนองในแท้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่าเนีสซีเรีย โกโนร์เรียอี (Neisseria gonorrhoeae) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมลบที่เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณเยื่อเมือกชื้นของร่างกาย เช่น ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ทวารหนัก และเยื่อบุตา เชื้อนี้ติดต่อผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก โดยไม่สวมถุงยางอนามัย นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อจากมารดาไปสู่ทารกในครรภ์ระหว่างการคลอดได้อีกด้วย ส่วนโรคหนองในเทียมมักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่น เช่น คลามิเดีย ทราโชมอทิส (Chlamydia trachomatis) หรือไมโคพลาสมา เจนิทาเลียม (Mycoplasma genitalium) ซึ่งมีอาการแสดงคล้ายคลึงกันแต่ความรุนแรงของหนองอาจน้อยกว่าเล็กน้อย

อาการสำคัญและลำดับการพัฒนาของโรคที่ต้องสังเกต

อาการเริ่มแรกมักปรากฏขึ้นหลังจากได้รับเชื้อประมาณสองถึงเจ็ดวัน ผู้ป่วยจะมีอาการแสบร้อนอย่างรุนแรงขณะปัสสาวะ ตามด้วยการมีเมือกใสหรือหนองข้นสีเหลืองเขียวไหลออกมาจากอวัยวะเพศ ในเพศชายมักมีอาการปวดหน่วงบริเวณท่อปัสสาวะร่วมด้วย ส่วนในเพศหญิงอาจมีอาการตกขาวผิดปกติ มีเลือดออกกะปริบกะปรอยนอกรอบเดือน หรือมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา อาการอาจลุกลามกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังที่สร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อภายใน

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ผู้ป่วยบางรายโดยเฉพาะเพศหญิงอาจติดเชื้อแต่ไม่มีอาการแสดงออกอย่างชัดเจน ทำให้กลายเป็นพาหะในการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งสำคัญมากเมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากอาการติดเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดหรืออวัยวะภายใน จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากพบอาการดังต่อไปนี้

  • มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมกับอาการปวดท้องน้อยหรือปวดหลังส่วนล่างอย่างรุนแรง
  • มีอาการบวม แดง หรือปวดเจ็บที่ลูกอัณฑะอย่างรุนแรงในเพศชาย
  • ข้อต่อบวม แดง และเจ็บปวดจากการติดเชื้อลุกลามเข้าสู่ข้อต่อ (Disseminated Gonococcal Infection)
  • มีผื่นขึ้นตามผิวหนังร่วมกับอาการปวดข้อ

วิธีตรวจวินิจฉัยโรคทางการแพทย์

แพทย์จะทำการซักประวัติพฤติกรรมทางเพศอย่างละเอียด พร้อมทั้งตรวจร่างกายบริเวณอวัยวะเพศ การวินิจฉัยที่แม่นยำทำได้โดยการนำตัวอย่างหนองหรือสารคัดหลั่งไปตรวจย้อมสีแกรม (Gram Stain) เพื่อหาเชื้อแบคทีเรีย หรือการตรวจด้วยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (Nucleic Acid Amplification Tests - NAATs) ซึ่งมีความไวและความแม่นยำสูงมากในการตรวจหาพันธุกรรมของเชื้อโรค นอกจากนี้ยังต้องมีการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น โรคซิฟิลิส และเชื้อเอชไอวี (HIV) ควบคู่กันไปด้วย

วิธีใช้ยา ขนาดยาที่ถูกต้อง และวิธีการรักษาตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคหนองในและโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ต้องกระทำภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้มีความสามารถในการดื้อยาค่อนข้างสูง

คำแนะนำจากคุณหมอ: แนวทางการรักษามาตรฐานปัจจุบันสำหรับโรคหนองในแท้ คือการใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins) เช่น ยาฉีดเซฟไตรแอกโซน (Ceftriaxone) ร่วมกับการรับประทานยาอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) เพื่อครอบคลุมการติดเชื้อหนองในเทียมที่มักเกิดร่วมกันเสมอ

ขนาดยาและการบริหารยาต้องเป็นไปตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น โดยทั่วไปยาฉีดเซฟไตรแอกโซนจะให้ในขนาดครั้งเดียวเข้ากล้ามเนื้อ เพื่อให้ระดับยาในเลือดสูงพอที่จะกำจัดเชื้อได้อย่างเด็ดขาด ห้ามลดปริมาณยาหรือหยุดยาเองแม้ว่าอาการหนองจะหายไปแล้วก็ตาม เพราะจะทำให้เชื้อดื้อยาและกลับมาเป็นซ้ำได้อีก นอกจากนี้ คู่เพศสัมพันธ์ของผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการตรวจและรักษาพร้อมกันด้วย แม้ว่าจะยังไม่มีอาการก็ตาม เพื่อป้องกันการติดเชื้อวนกลับมาสู่กันและกัน (Reinfection)

ข้อควรระวังสำคัญและยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือเชื้อแบคทีเรียก่อโรคหนองในมีการพัฒนาความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะหลายชนิด เช่น ยาเพนิซิลลิน (Penicillin) และยาฟลูควิโนโลน (Fluoroquinolones) ดังนั้น:

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองตามร้านขายยาทั่วไปเด็ดขาด
  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะเหลือใช้จากผู้อื่นหรือจากโรคอื่นมารักษาอาการนี้
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในทุกรูปแบบตลอดระยะเวลาที่กำลังรับการรักษาและจนกว่าจะมั่นใจว่าหายขาด ซึ่งแพทย์จะนัดมาตรวจซ้ำเพื่อยืนยันผล

การป้องกันและการดูแลสุขภาพระยะยาว

การป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพและตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำทุกปี หรือเมื่อเปลี่ยนคู่นอนรายใหม่

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down