ไขความจริงเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์: หนองในแท้และหนองในเทียมคืออะไร
โรคหนองในเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุดในปัจจุบัน โดยในทางการแพทย์จะถูกแบ่งออกเป็นสองชนิดหลักที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งในแง่ของเชื้อโรค ระยะเวลาการแสดงอาการ และผลกระทบต่อร่างกาย ได้แก่ โรคหนองในแท้และโรคหนองในเทียม แม้ว่าชื่อจะคล้ายคลึงกันและมีอาการแสดงเบื้องต้นที่ชวนให้สับสน แต่ความเข้าใจที่ถูกต้องถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการรักษาและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาวที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์
สาเหตุและเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุของหนองในแท้และหนองในเทียม
การทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของเชื้อโรคช่วยให้ผู้ป่วยตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ยาที่ตรงกับโรค โดยเชื้อที่เป็นต้นเหตุมีลักษณะเฉพาะตัวดังนี้
- หนองในแท้ (Gonorrhea): เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไนซีเรีย กอนอร์โรเฮียอี (Neisseria gonorrhoeae) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมลบ เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีความชุ่มชื้นและอบอุ่น เช่น เยื่อบุทางปัสสาวะ ปากมดลูก ทวารหนัก และลำคอ
- หนองในเทียม (Non-Gonococcal Urethritis - NGU): เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่หนองในแท้ โดยเชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ คลาไมเดีย ทราโชมาทิส (Chlamydia trachomatis) นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากเชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม (Mycoplasma genitalium) หรือเชื้อไวรัสและโปรโตซัวบางชนิดได้เช่นกัน
ความแตกต่างของอาการในผู้ชายและผู้หญิงระหว่างหนองในแท้และหนองในเทียม
การแสดงออกของโรคในเพศชายและเพศหญิงมีความแตกต่างกันอย่างมาก เนื่องจากกายวิภาคของระบบปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งส่งผลต่อการสังเกตอาการและการเข้ารับการรักษา
อาการในผู้ชาย
- หนองในแท้ในผู้ชาย: มักแสดงอาการค่อนข้างชัดเจนและรวดเร็วหลังจากได้รับเชื้อประมาณสองถึงเจ็ดวัน อาการเด่นชัดคือมีอาการแสบขัดอย่างรุนแรงเวลาปัสสาวะ และมีหนองสีเหลืองข้นหรือสีเขียวไหลออกจากท่อปัสสาวะอย่างเห็นได้ชัด
- หนองในเทียมในผู้ชาย: อาการจะมีความรุนแรงน้อยกว่าหนองในแท้ ระยะฟักตัวนานกว่าคือประมาณหนึ่งถึงสามสัปดาห์ อาการแสบขัดเวลาปัสสาวะจะไม่รุนแรงมาก และมักมีมูกใสหรือมูกขุ่นขาวไหลซึมออกจากท่อปัสสาวะในช่วงเช้า
อาการในผู้หญิง
- หนองในแท้ในผู้หญิง: ผู้หญิงส่วนใหญ่เมื่อติดเชื้อหนองในแท้จะไม่แสดงอาการในระยะแรก (Asymptomatic) หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีตกขาวผิดปกติ มีเลือดออกกระปริบกระปรอยระหว่างรอบเดือน และเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หากปล่อยไว้เชื้ออาจลุกลามทำให้เกิดภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ
- หนองในเทียมในผู้หญิง: มักถูกเรียกว่าเป็นภัยเงียบ เนื่องจากผู้ป่วยเกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เลย อาการที่อาจพบได้คือมีตกขาวเพิ่มขึ้น ปวดท้องน้อยเบาๆ หรือมีอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะ ซึ่งมักทำให้ผู้ป่วยละเลยและไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมีอาการสงสัยหรือมีความเสี่ยง แพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วยวิธีที่แม่นยำ ดังนี้
- การซักประวัติพฤติกรรมทางเพศและระยะเวลาการแสดงอาการ
- การตรวจปัสสาวะด้วยเทคนิคขั้นสูงเพื่อหาDNAของเชื้อโรค (Nucleic Acid Amplification Tests - NAATs)
- การเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งบริเวณท่อปัสสาวะ ปากมดลูก หรือช่องคลอดเพื่อนำไปย้อมสีแกรมหรือเพาะเชื้อ
วิธีการดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกวิธี
การรักษาหลักของโรคหนองในทั้งสองชนิดคือการใช้ยาปฏิชีวนะตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การซื้อยาทานเองหรือการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่ตรงกับโรคอาจทำให้เชื้อดื้อยาและอาการทรุดหนักลงได้ สำหรับการดูแลตัวเองร่วมกับการรักษาทางการแพทย์มีแนวทางดังนี้
- ทานยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อตามที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วนทุกโดส แม้ว่าอาการจะหายไปแล้วก็ตาม ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด
- งดกิจกรรมทางเพศทุกรูปแบบจนกว่าจะได้รับการยืนยันจากแพทย์ว่าหายขาดแล้ว และควรพาคู่เพศสัมพันธ์มารับการตรวจและรักษาพร้อมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อน
- ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยขับของเสียและลดอาการแสบขัดขณะปัสสาวะ
- รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศด้วยน้ำเปล่า หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่มีน้ำหอมรุนแรงหรือผลิตภัณฑ์สวนล้างช่องคลอดที่อาจทำให้เกิดการระคายเคือง
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
แม้ว่าผู้ป่วยบางรายจะดูแลตัวเองอยู่ที่บ้าน แต่หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางทันที
- มีไข้หนสั่นหรือไข้สูงร่วมกับอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง
- อาการปัสสาวะแสบขัดรุนแรงจนไม่สามารถปัสสาวะได้ตามปกติ
- มีอาการบวม แดง ร้อน หรือมีฝีหนองบริเวณอวัยวะเพศหรือถุงอัณฑะ
- มีอาการปวดข้อต่อต่างๆ ร่วมด้วย ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการกระจายตัวของเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด
การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพทางเพศระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อซ้ำและการแพร่กระจายของโรคทำได้โดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ การตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำทุกปีสำหรับผู้ที่มีคู่นอนหลายคน หรือเมื่อเปลี่ยนคู่นอนใหม่ และการมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพทางเพศของตนเองและคู่นอน