ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ติดหนองในแท้หรือหนองในเทียมรักษาหายไหม ไขข้อข้องใจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections) เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยและสร้างความกังวลใจให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโรคหนองในซึ่งแบ่งออกเป็นสองชนิดหลัก ได้แก่ หนองในแท้ (Gonorrhea) และหนองในเทียม (Nongonococcal Urethritis - NGU) คำถามที่ผู้ป่วยมักกังวลใจและต้องการคำตอบมากที่สุดคือ ติดหนองในแท้หรือหนองในเทียมรักษาหายไหม ซึ่งในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญขอเน้นย้ำให้เกิดความมั่นใจ ณ ที่นี้เลยว่า โรคหนองในทั้งสองชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ หากได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและได้รับยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อโรคอย่างครบถ้วนตามคำแนะนำของแพทย์

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของโรคนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวโรคไม่สามารถรักษาหาย แต่อ3ยู่ที่พฤติกรรมการรักษาที่ไม่ถูกต้อง เช่น การซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง การหยุดยาเองเมื่ออาการเริ่มดีขึ้น หรือการติดเชื้อซ้ำจากคู่นอนที่ไม่ได้รับการรักษา ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงเรื้อรัง เช่น การอักเสบในอุ้งเชิงกราน ภาวะมีบุตรยาก หรือการแพร่กระจายของเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด บทความนี้จึงรวบรวมแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ ทั้งการดูแลตนเองเบื้องต้น ข้อควรระวัง และการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอย่างละเอียดครอบคลุมรอบด้าน

ความแตกต่างระหว่างหนองในแท้และหนองในเทียม

ก่อนที่จะเข้าใจวิธีการดูแลรักษา จำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงสาเหตุและลักษณะของโรคทั้งสองชนิดนี้เสียก่อน เนื่องจากเชื้อที่เป็นสาเหตุมีความแตกต่างกัน ส่งผลให้แนวทางการรักษาและการตอบสนองต่อยาอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อย

หนองในแท้ (Gonorrhea)

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เนสซีเรีย โกโนร์เรียอี (Neisseria gonorrhoeae) เชื้อนี้มักเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีเยื่อบุผิวชื้นและอุ่น เช่น ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ทวารหนัก และลำคอ ระยะฟักตัวค่อนข้างสั้น ประมาณ 2 ถึง 5 วันหลังจากได้รับเชื้อ อาการมักแสดงออกอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะในเพศชายจะมีอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะและมีหนองสีเหลืองหรือเขียวข้นไหลออกมาจากท่อปัสสาวะอย่างชัดเจน

หนองในเทียม (Nongonococcal Urethritis - NGU)

เกิดจากการติดเชื้อจุลชีพชนิดอื่นที่ไม่ใช่เชื้อหนองในแท้ โดยสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ คลามิดีย ทราโชมอทิส (Chlamydia trachomatis) นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากเชื้อไมโคพลาสมา เจนิทาเลียม (Mycoplasma genitalium) หรือเชื้อไตรโคโมนัส (Trichomonas) ได้อีกด้วย ระยะฟักตัวของหนองในเทียมจะนานกว่าหนองในแท้ โดยมักใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 3 สัปดาห์ อาการมักมีความรุนแรงน้อยกว่าหนองในแท้ หนองที่ไหลออกมาจะมีลักษณะใสหรือขาวขุ่นปริมาณไม่มาก และอาการแสบขัดอาจไม่รุนแรงเท่า

อาการสำคัญและระยะเวลาการแสดงอาการของโรค

การสังเกตอาการของตนเองช่วยให้เข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงก่อนที่เชื้อจะลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง อาการของโรคหนองในแบ่งออกเป็นลักษณะสำคัญตามเพศและบริเวณที่ติดเชื้อดังนี้

  • อาการในเพศชาย: ปัสสาวะแสบขัดหรือมีอาการเสียวแปล๊บขณะปัสสาวะ มีมูกหรือหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ โดยเฉพาะในช่วงเช้าหลังตื่นนอน มีอาการคันหรือระคายเคืองบริเวณปลายท่อปัสสาวะ และอาจมีอาการปวดหรือบวมบริเวณลูกอัณฑะร่วมด้วยหากเชื้อลุกลาม
  • อาการในเพศหญิง: ส่วนใหญ่มักแสดงอาการน้อยหรือไม่แสดงอาการเลย (Asymptomatic) ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ อาการที่อาจพบได้ ได้แก่ ตกขาวมีปริมาณมากผิดปกติ เปลี่ยนสีเป็นเหลืองหรือเขียวและมีกลิ่นเหม็น ปัสสาวะขัดหรือแสบขัด มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดระดูหรือหลังมีเพศสัมพันธ์ และมีอาการปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย
  • การติดเชื้อบริเวณอื่น: การติดเชื้อที่ทวารหนักจะทำให้มีอาการคัน เจ็บ หรือมีหนองปนเลือดไหลออกทางทวารหนัก การติดเชื้อที่ลำคอส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แต่อาจมีอาการเจ็บคอเรื้อรังได้
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ผู้ติดเชื้อหนองในจำนวนมากโดยเฉพาะผู้หญิงมักไม่มีอาการในระยะแรก แต่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ท่อนำไข่อุดตัน ภาวะท้องนอกมดลูก หรือการอักเสบในอุ้งเชิงกราน ดังนั้นหากมีความเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองทันทีแม้จะไม่มีอาการก็ตาม

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยโรคหนองในจำเป็นต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำ เนื่องจากอาการคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะทั่วไป วิธีการตรวจวินิจฉัยที่ได้มาตรฐานประกอบด้วย

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักประวัติทางเพศสัมพันธ์ ประวัติอาการ และตรวจร่างกายบริเวณอวัยวะเพศเพื่อดูการอักเสบและลักษณะของหนอง
  • การย้อมสีแกรม (Gram Stain): เป็นวิธีที่รวดเร็วในการตรวจหาเชื้อหนองในแท้จากหนองที่ป้ายมาจากท่อปัสสาวะหรือช่องคลอด
  • การตรวจด้วยวิธีพีซีอาร์ (Polymerase Chain Reaction - PCR): เป็นวิธีที่มีความไวและความจำเพาะสูงมาก สามารถตรวจหา DNA ของทั้งเชื้อหนองในแท้และหนองในเทียมได้อย่างแม่นยำจากตัวอย่างปัสสาวะหรือการใช้ไม้พันสำลีกวาดเก็บตัวอย่าง
  • การเพาะเชื้อ (Culture): ใช้ในกรณีที่ต้องการทดสอบความไวของเชื้อต่อยาปฏิชีวนะ เพื่อเลือกยาที่เหมาะสมที่สุดในการรักษา

วิธีการรักษาทางการแพทย์และการดูแลตนเองที่บ้านอย่างถูกต้อง

เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองในแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัด การรักษาหลักประกอบด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะและการดูแลตนเองร่วมด้วย

การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

เนื่องจากเชื้อหนองในแท้และหนองในเทียมมีความแตกต่างกัน แพทย์จึงมักพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะครอบคลุมทั้งสองชนิดในคราวเดียว เนื่องจากผู้ป่วยมักมีการติดเชื้อร่วมกันได้บ่อย ยาที่ใช้มักประกอบด้วยการฉีดยาปฏิชีวนะเข้ากล้ามเนื้อร่วมกับการรับประทานยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเองแม้ว่าอาการจะหายไปแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาและกำจัดเชื้อให้หมดสิ้นไปจากร่างกาย

การดูแลและพยาบาลตนเองที่บ้านอย่างถูกสุขลักษณะ

  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด: กำหนดเวลาให้สม่ำเสมอและทานให้ครบโดส ห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นรับประทานและห้ามเก็บยาไว้ทานเองในครั้งต่อไป
  • งดกิจกรรมทางเพศเด็ดขาด: ในระหว่างการรักษาและจนกว่าจะมั่นใจว่าหายขาด รวมถึงคู่รักต้องได้รับการรักษาพร้อมกันด้วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อวนซ้ำ (Ping-Pong Infection)
  • การรักษาความสะอาดเฉพาะที่: ทำความสะอาดอวัยวะเพศด้วยน้ำเปล่าและสบู่อ่อนโยน ซับให้แห้งสนิท หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์สวนล้างช่องคลอดหรือสบู่ที่มีฤทธิ์ระคายเคืองรุนแรง
  • ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสม: การดื่มน้ำเปล่าสะอาดมากๆ จะช่วยขับปัสสาวะ ลดอาการแสบขัด และช่วยชะล้างเชื้อโรคในทางเดินปัสสาวะ
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี: เลือกกางเกงในผ้าฝ้ายที่ไม่รัดรูป เพื่อลดความอับชื้นและการสะสมของแบคทีเรีย
คำแนะนำจากคุณหมอ: หลังจากรับประทานยาครบตามกำหนดแล้ว แพทย์มักจะนัดมาตรวจซ้ำหลังการรักษาเสร็จสิ้นประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์ เพื่อยืนยันว่าเชื้อถูกกำจัดออกจากร่างกายอย่างสมบูรณ์แล้ว ผู้ป่วยไม่ควรละเลยการมาตรวจซ้ำนี้เด็ดขาด

สิ่งที่ควรทำและข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลรักษา

การดูแลตนเองในช่วงที่กำลังรักษาโรคหนองในมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการหายขาดและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปยังผู้อื่น

  • สิ่งที่ควรทำ: แจ้งคู่นอนปัจจุบันและคู่นอนย้อนหลังในระยะเวลา 60 วันให้เข้ารับการตรวจและรักษาพร้อมกัน ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เมื่อรักษาหายแล้วเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ และสังเกตอาการผิดปกติของตนเองอย่างใกล้ชิด
  • ข้อห้ามเด็ดขาด: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อจากร้านขายยามารับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากขนาดยาอาจไม่เพียงพอและทำให้เชื้อดื้อยา ห้ามมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างการรักษาเด็ดขาดแม้ว่าจะใส่ถุงยางอนามัยก็ตาม และห้ามละเลยการพาคู่นอนมารักษาร่วมกัน

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องกลับมาพบแพทย์ทันที

แม้ว่าผู้ป่วยจะเริ่มได้รับการรักษาแล้ว แต่หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ควรกลับมาพบแพทย์ก่อนวันนัดหมายเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อน:

  • มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมด้วย
  • มีอาการปวดหน่วงท้องน้อยอย่างรุนแรง หรือปวดร้าวบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • ในเพศชายมีอาการปวด บวม แดง ร้อน ที่ลูกอัณฑะอย่างรุนแรง
  • อาการปัสสาวะแสบขัดหรือหนองที่ไหลออกมาไม่ดีขึ้นเลยหลังได้รับยาไปแล้ว 3 วัน
  • มีอาการข้ออักเสบ ปวดตามข้อต่อต่างๆ ของร่างกาย

วิธีป้องกันการติดเชื้อหนองในซ้ำและการเสริมสร้างสุขภาพภูมิคุ้มกัน

การป้องกันไม่ให้กลับมาติดเชื้อหนองในซ้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เนื่องจากโรคนี้ไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว แปลว่าเมื่อรักษาหายแล้วสามารถติดเชื้อซ้ำได้อีกหากได้รับเชื้อ แนวทางปฏิบัติเพื่อการป้องกันมีดังนี้

  • ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก
  • จำกัดจำนวนคู่นอนหรือมีคู่นอนเพียงคนเดียวที่ไม่มีการติดเชื้อ
  • เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำทุกปี หรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนคู่นอนใหม่
  • รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโดยรวมของร่างกาย

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยในการดูแลตนเอง

  • ตระหนักว่าโรคหนองในแท้และหนองในเทียมรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง
  • ห้ามซื้อยาทานเองเด็ดขาดและต้องทานยาตามที่แพทย์สั่งให้ครบโดส
  • งดมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างการรักษาและพาคู่นอนมารักษาพร้อมกัน
  • ดื่มน้ำสะอาดและรักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศอย่างถูกวิธี
  • มาพบแพทย์ตามนัดหมายเพื่อตรวจยืนยันการหายขาดหลังสิ้นสุดการรักษา
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down