ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความเข้าใจโรคหนองในแท้และหนองในเทียม

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections) เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยและสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยที่มีกิจกรรมทางเพศ โดยหนึ่งในโรคที่สร้างความกังวลและส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์มากที่สุดคือ โรคหนองใน ซึ่งแบ่งออกเป็นสองชนิดหลักๆ ได้แก่ หนองในแท้ (Gonorrhea) และ หนองในเทียม (Nongonococcal Urethritis - NGU) แม้ทั้งสองโรคจะมีอาการแสดงเบื้องต้นที่คล้ายคลึงกันในเรื่องของอาการแสบขัดขณะปัสสาวะและมีสิ่งคัดหลั่งผิดปกติ แต่ในทางการแพทย์โรคทั้งสองเกิดจากเชื้อโรคคนละชนิด มีระยะฟักตัวที่แตกต่างกัน และต้องใช้แนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน การทำความเข้าใจความแตกต่างของโรคหนองในแท้และหนองในเทียมทั้งในผู้ชายและผู้หญิงจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสังเกตอาการ นำไปสู่การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องแม่นยำเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในระยะยาว

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของหนองในแท้และหนองในเทียม

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างหนองในแท้และหนองในเทียมอยู่ที่ชนิดของเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุ โดยแต่ละชนิดมีลักษณะทางชีวภาพและการแพร่กระจายดังนี้

หนองในแท้ (Gonorrhea)

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เนสซีเรีย โกโนร์เรียอี (Neisseria gonorrhoeae) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียรูปเมล็ดกาแฟที่มักอยู่รวมกันเป็นคู่ เชื้อนี้มีความสามารถในการเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณเยื่อบุผิวที่มีความชื้นและอุ่น เช่น ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก มดลูก ท่อนำไข่ ช่องคลอด ทวารหนัก และเยื่อบุตา การติดต่อเกิดขึ้นผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก โดยไม่ต้องมีการหลั่งน้ำอสุจิ เชื้อนี้มีความรุนแรงและสามารถทำให้เกิดการอักเสบอย่างเฉียบพลันได้ในเวลาอันสั้น

หนองในเทียม (Nongonococcal Urethritis - NGU)

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือจุลชีพชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่เชื้อหนองในแท้ โดยสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือเชื้อ คลามิเดีย ทราโชมาทิส (Chlamydia trachomatis) นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากเชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม (Mycoplasma genitalium) เชื้อยูรีโอพลาสมา ยูรีโอไลติกุม (Ureaplasma urealyticum) หรือเชื้อโปรโตซัวและไวรัสบางชนิด การติดต่อเกิดขึ้นผ่านการมีเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกัน แต่เชื้อหนองในเทียมมักจะมีระยะฟักตัวที่นานกว่าและอาการแสดงมักมีความรุนแรงน้อยกว่าหนองในแท้

ความแตกต่างของอาการแสดงในผู้ชายและผู้หญิง

เนื่องจากกายภาพของระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะเพศของเพศชายและเพศหญิงมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทำให้อาการแสดงของโรคหนองในแท้และหนองในเทียมมีความจำเพาะและสังเกตได้แตกต่างกันดังนี้

อาการในผู้ชาย

ระบบทางเดินปัสสาวะของเพศชายมีความยาวและเปิดออกสู่ภายนอก ทำให้สังเกตอาการผิดปกติได้ค่อนข้างง่ายและรวดเร็ว

  • หนองในแท้ในผู้ชาย: มักมีระยะฟักตัวสั้นประมาณสองถึงห้าวันหลังได้รับเชื้อ อาการเด่นชัดคือมีอาการแสบขัดรุนแรงมากเวลาปัสสาวะ ราวกับมีเข็มแทง และจะมีหนองสีเหลืองข้นหรือสีเขียวไหลออกมาจากท่อปัสสาวะอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงเช้าหลังตื่นนอน (Morning drop) ปลายท่อปัสสาวะจะบวมแดงและเจ็บ
  • หนองในเทียมในผู้ชาย: มีระยะฟักตัวนานกว่าหนองในแท้ ประมาณหนึ่งถึงสามสัปดาห์ อาการแสบขัดขณะปัสสาวะจะไม่รุนแรงเท่าหนองในแท้ อาการเด่นคือมีมูกใสๆ หรือมูกขุ่นขาวไหลซึมออกจากท่อปัสสาวะปริมาณไม่มากนัก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคันยิบๆ ภายในท่อปัสสาวะร่วมด้วย

อาการในผู้หญิง

กายภาพของเพศหญิงมีความซับซ้อนกว่า ปากมดลูกอยู่ลึก และท่อปัสสาวะสั้น ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากติดเชื้อแล้วไม่มีอาการแสดงในระยะแรก หรืออาการไม่ชัดเจนจนกว่าเชื้อจะลุกลาม

  • หนองในแท้ในผู้หญิง: ผู้หญิงส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละห้าสิบถึงแปดสิบ) อาจไม่มีอาการในระยะแรก หากมีอาการจะพบว่ามีตกขาวผิดปกติ มีสีเหลืองปนเขียว มีกลิ่นคาวจัด เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ ปัสสาวะแสบขัด และมีเลือดออกกะปริบกะปรอยนอกรอบเดือนเนื่องจากการอักเสบของปากมดลูก
  • หนองในเทียมในผู้หญิง: มักไม่มีอาการชัดเจนเช่นกัน (Silent infection) หากมีอาการจะสังเกตเห็นตกขาวมีปริมาณมากกว่าปกติ มีสีขาวขุ่นหรือเหลืองอ่อน ปัสสาวะขัดเบาๆ ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย และเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
คำแนะนำจากคุณหมอ: เนื่องจากผู้หญิงมักไม่แสดงอาการชัดเจนในโรคหนองในทั้งสองชนิด ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวและปล่อยทิ้งไว้จนเชื้อลุกลามขึ้นไปสู่มดลูกและปีกมดลูก เกิดเป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะมีบุตรยากหรือท้องนอกมดลูกได้ ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงจึงควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำทุกปีแม้จะไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม

อาการและสัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากปล่อยให้การติดเชื้อหนองในแท้หรือหนองในเทียมดำเนินไปโดยไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดหรืออวัยวะภายใน ซึ่งถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์โดยด่วน สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันทีประกอบด้วย

  • มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมกับอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง
  • อาการปวดบวมแดงที่ลูกอัณฑะข้างใดข้างหนึ่งอย่างเฉียบพลันในเพศชาย (ภาวะอัณฑะอักเสบ)
  • มีอาการปวดข้อ บวมแดงหลายข้อร่วมกับมีผื่นตามผิวหนัง (เกิดจากเชื้อหนองในแท้กระจายเข้าสู่กระแสเลือด - Disseminated Gonococcal Infection)
  • มีหนองหรือมีอาการอักเสบอย่างรุนแรงที่บริเวณทวารหนักหรือในช่องปากจากการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักหรือทางปาก
  • มีอาการตกขาวปนเลือดสดหรือมีเลือดออกทางช่องคลอดปริมาณมากผิดปกติ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยโรคหนองในแท้และหนองในเทียมมีความจำเป็นต้องอาศัยห้องปฏิบัติการทางการแพทย์เพื่อระบุชนิดของเชื้อได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากแนวทางการรักษาใช้ยาที่แตกต่างกัน แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามประวัติทางเพศสัมพันธ์ ประวัติการมีคู่นอนหลายคน หรือประวัติการเปลี่ยนคู่นอน พร้อมทั้งตรวจร่างกายบริเวณอวัยวะเพศ ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก และต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ
  • การย้อมสีแกรม (Gram Stain): เป็นวิธีที่รวดเร็วในการตรวจหาเชื้อหนองในแท้ โดยแพทย์จะนำสิ่งคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะหรือปากมดลูกมาป้ายลงบนสไลด์และย้อมสีเพื่อส่องกล้องจุลทรรศน์ หากพบเชื้อแบคทีเรียทรงกลมคู่สีชมพูแดงภายในเม็ดเลือดขาวจะวินิจฉัยว่าเป็นหนองในแท้
  • การตรวจด้วยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (Nucleic Acid Amplification Testing - NAAT): เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงสุดในปัจจุบัน สามารถตรวจหาพันธุกรรมของทั้งเชื้อหนองในแท้และหนองในเทียมได้จากปัสสาวะช่วงต้นหรือจากการใช้ไม้พันสำลีป้ายสิ่งคัดหลั่ง สามารถตรวจพบเชื้อได้แม้จะมีปริมาณน้อย
  • การเพาะเชื้อ (Culture): ใช้ในกรณีที่ต้องการทดสอบความไวของยาปฏิชีวนะเพื่อเลือกใช้ยาที่เหมาะสมที่สุดในการรักษา

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคหนองในแท้และหนองในเทียมจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองอย่างเด็ดขาด เนื่องจากปัจจุบันเชื้อโรคมีความดื้อยาค่อนข้างสูง

  • การรักษาหนองในแท้: แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins) เช่น ยาฉีดเซฟไตรแอกโซน (Ceftriaxone) ร่วมกับการรับประทานยาปฏิชีวนะเสริม เช่น อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) เพื่อครอบคลุมการติดเชื้อหนองในเทียมที่อาจร่วมด้วย
  • การรักษาหนองในเทียม: แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ทำลายเชื้อคลามิเดีย เช่น ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) หรืออะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) ตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด
  • การปฏิบัติตัวระหว่างการรักษา: ผู้ป่วยต้องรับประทานยาหรือรับการฉีดยาจนครบตามกำหนดแม้ว่าอาการจะหายดีแล้วก็ตาม ห้ามมีเพศสัมพันธ์เด็ดขาดจนกว่าจะได้รับการรักษาจนหายขาดและแพทย์ยืนยันผล นอกจากนี้คู่นอนของผู้ป่วยทุกคนจำเป็นต้องได้รับการตรวจและรักษาพร้อมกันด้วย แม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ (Ping-pong infection)
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะทานเองตามร้านขายยาทั่วไปโดยไม่ผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์ เพราะการใช้ยาไม่ถูกขนาดหรือไม่ตรงกับชนิดของเชื้อจะทำให้เชื้อดื้อยา ส่งผลให้อาการไม่หายขาด ลุกลามเรื้อรัง และรักษายากขึ้นในอนาคต

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อหนองในแท้และหนองในเทียมสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางเพศและความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • จำกัดจำนวนคู่นอนและสื่อสารกับคู่นอนเรื่องประวัติสุขภาพทางเพศ
  • เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำทุกปี หรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนคู่นอนใหม่
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ขณะที่ตนเองหรือคู่นอนมีแผลบริเวณอวัยวะเพศหรือมีสิ่งคัดหลั่งผิดปกติ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: โรคหนองในแท้และหนองในเทียมเมื่อรักษาหายแล้ว สามารถกลับมาติดซ้ำได้อีกหากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโดยไม่มีการป้องกัน เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันถาวรต่อเชื้อเหล่านี้ได้

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยในการปฏิบัติ

  • สังเกตอาการผิดปกติของตนเอง เช่น อาการแสบขัดขณะปัสสาวะ ตกขาวผิดปกติ หรือมีหนองซึม
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองเมื่อพบอาการผิดปกติ
  • รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีที่แม่นยำ เช่น การตรวจปัสสาวะด้วยวิธี NAAT
  • รับประทานยาหรือรับการรักษาตามที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วน ห้ามหยุดยาเอง
  • งดการมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างการรักษา และพาคู่นอนมารับการตรวจรักษาพร้อมกัน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down