ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกปัญหา เป็นหนองในเทียมรักษาหายแล้วทำไมกลับมาเป็นอีก

โรคหนองในเทียม (Nongonococcal Urethritis) ถือเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยมากในปัจจุบัน แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเข้ารับการรักษาจนอาการหายเป็นปกติแล้ว แต่ปัญหาใหญ่ที่แพทย์มักพบเจออยู่บ่อยครั้งคือ การที่โรคนี้กลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งสร้างความกังวลใจ ความเครียด และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก การเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงและข้อผิดพลาดในการรักษาจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากวงจรการติดเชื้อซ้ำซ้อนนี้ได้อย่างถาวร

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคหนองในเทียม

โรคหนองในเทียมไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกับโรคหนองในแท้ แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อจุลชีพตัวอื่นที่มักติดต่อผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ โดยเชื้อที่เป็นสาเหตุหลักอันดับต้นๆ ได้แก่ คลายไมเดีย ทราโชมอทิส (Chlamydia trachomatis) นอกจากนี้ยังพบเชื้ออื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ไมโคพลาสมา เจนิทาเลียม (Mycoplasma genitalium), ยูรีพลาสมา ยูรีไลติกัม (Ureaplasma urealyticum) และเชื้อไตรโคโมนัส (Trichomonas vaginalis)

เมื่อเชื้อโรคเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก เชื้อจะเข้าไปเกาะและทำลายเยื่อบุท่อปัสสาวะ หรือเยื่อบุปากมดลูก ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีสารคัดหลั่งผิดปกติออกมา กลไกของโรคมีความซับซ้อนเพราะเชื้อบางชนิด เช่น ไมโคพลาสมา สามารถดื้อยาปฏิชีวนะได้ง่าย หากได้รับการรักษาไม่ตรงกับชนิดของเชื้อ โรคก็จะไม่หายขาดและหลบซ่อนอยู่ในร่างกาย รอจังหวะแสดงอาการอีกครั้ง

อาการและสัญญาณเตือนของโรคหนองในเทียม

การสังเกตอาการของตนเองอย่างใกล้ชิดช่วยให้สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่โรคจะลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง อาการของโรคหนองในเทียมมักจะค่อยๆ แสดงออกหลังจากได้รับเชื้อประมาณหนึ่งถึงสามสัปดาห์ โดยมีรายละเอียดของอาการในแต่ละระยะดังนี้

  • อาการเริ่มแรก: รู้สึกระคายเคืองยิบๆ หรือคันยามปัสสาวะบริเวณปลายท่อปัสสาวะ มีอาการแสบขัดเล็กน้อยเวลาปัสสาวะ
  • อาการเด่นชัด: มีสารคัดหลั่งใสๆ หรือมีเมือกขุ่นขาวไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ โดยเฉพาะในช่วงเช้าหลังตื่นนอน (Morning drop) ในผู้หญิงอาจมีตกขาวผิดปกติ มีสีเหลืองหรือเขียว มีกลิ่นเหม็น และมีอาการปวดหน่วงท้องน้อยขณะมีเพศสัมพันธ์
  • อาการในระยะลุกลามหรือเรื้อรัง: หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา เชื้ออาจลุกลามทำให้เกิดภาวะต่อลูกอักเสบในเพศชาย หรืออุ้งเชิงกรานอักเสบในเพศหญิง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะมีบุตรยากในอนาคต
ข้อควรระวังทางการแพทย์: โรคหนองในเทียมในระยะแรกผู้ป่วยหลายรายอาจไม่มีอาการแสดงใดๆ เลย (Asymptomatic) ทำให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่คู่นอนโดยไม่รู้ตัว การตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าหนองในเทียมจะเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ แต่หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าการติดเชื้อได้ลุกลามรุนแรงและต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

  • มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมกับอาการปวดท้องน้อยหรือปวดหลังส่วนล่างอย่างรุนแรง
  • มีอาการปวด บวม แดง บริเวณลูกอัณฑะอย่างฉับพลันในเพศชาย
  • มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดนอกรอบเดือน หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีหนองปนออกมากับปัสสาวะจำนวนมาก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ที่แม่นยำ

การวินิจฉัยโรคหนองในเทียมต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการซักประวัติพฤติกรรมทางเพศและการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะเจาะจง วิธีการตรวจมาตรฐานที่นิยมใช้ ได้แก่ การเก็บตัวอย่างปัสสาวะส่วนแรก (First-void urine) หรือการใช้ก้านสำลีป้ายเอาสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะหรือปากมดลูก ไปตรวจด้วยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลิเมอเรส (Polymerase Chain Reaction - PCR) ซึ่งมีความไวและความแม่นยำสูงมาก สามารถตรวจหา DNA ของเชื้อโรคได้แม้จะมีปริมาณน้อย นอกจากนี้แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคซิฟิลิส และเชื้อเอชไอวี (HIV)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยซึ่งทำให้โรคกลับมาเป็นซ้ำ

คำถามที่ว่า เป็นหนองในเทียมรักษาหายแล้วทำไมกลับมาเป็นอีก มีคำตอบจากข้อผิดพลาดหลักๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการรักษาและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย ดังนี้

  • การรับประทานยาไม่ครบตามกำหนด: ผู้ป่วยมักหยุดยาเองเมื่ออาการเริ่มดีขึ้นหรือหายคัน ทำให้เชื้อที่ยังหลงเหลืออยู่พัฒนาความต้านทานต่อยาและกลับมาแพร่พันธุ์อีกครั้ง
  • การติดเชื้อซ้ำจากคู่นอน (Re-infection): นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจนหายดี แต่มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนเดิมที่ยังไม่ได้รับการรักษา ทำให้ได้รับเชื้อตัวเดิมกลับมาเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง
  • การมีคู่นอนหลายคน: การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยและมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย เพิ่มความเสี่ยงในการรับเชื้อสายพันธุ์ใหม่ๆ หรือติดเชื้อซ้ำซ้อน
  • การใช้ยาที่ไม่ตรงกับชนิดของเชื้อ: การซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองโดยไม่ได้วินิจฉัย ทำให้ใช้ยาไม่ครอบคลุมเชื้อโรคตัวจริง โดยเฉพาะเชื้อไมโคพลาสมาที่ดื้อยาได้ง่าย

วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคหนองในเทียมให้หายขาดและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ต้องอาศัยวินัยและความร่วมมืออย่างเคร่งครัด ดังนี้

  • รับประทานยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและครบถ้วนจนหมด แม้ว่าอาการจะหายเป็นปลิดทิ้งแล้วก็ตาม
  • งดการมีเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบในช่วงที่กำลังรับการรักษา จนกว่าจะสิ้นสุดการรักษาและแพทย์ยืนยันว่าหายขาดแล้ว (โดยทั่วไปคืออย่างน้อยเจ็ดวันหลังจากทานยาหมด)
  • คู่นอนทุกคนในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาจะต้องได้รับการตรวจและรับการรักษาพร้อมกันทันที แม้จะไม่มีอาการใดๆ เพื่อตัดวงจรการติดเชื้อ
  • กลับมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจซ้ำ (Test of cure) โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีอาการเรื้อรัง เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดเชื้อจริง
คำแนะนำจากคุณหมอ: การรักษาหนองในเทียมให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่เรื่องของตัวยา แต่เป็นเรื่องของความซื่อสัตย์และการพาคู่นอนมารับการรักษาพร้อมกัน หากรักษาแค่ฝ่ายเดียว โอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูงถึงร้อยละแปดสิบ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพทางเพศระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อซ้ำสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพทางเพศให้ปลอดภัย การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน และควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำทุกปี หรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนคู่นอนรายใหม่

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยในการป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

  • ทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามขนาดและเวลาที่แพทย์กำหนด ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด
  • พาคู่นอนมารับการตรวจและรักษาพร้อมกันในเวลาเดียวกัน
  • งดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการรักษาและจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
  • สังเกตอาการผิดปกติของตนเองและมาพบแพทย์ตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down