ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความจริงที่ต้องรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคหนองในแท้และหนองในเทียมจัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุดกลุ่มหนึ่งในปัจจุบัน โดยเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถแพร่กระจายผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก หลายคนมักชะล่าใจเมื่อมีอาการผิดปกติเล็กน้อย เช่น มีอาการแสบขัดตอนปัสสาวะ หรือมีหนองไหลซึมออกมาเล็กน้อย แล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เข้ารับการรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ ซึ่งพฤติกรรมนี้ถือเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในระยะยาว รวมถึงความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะมีบุตรยากทั้งในเพศชายและเพศหญิงตามคำถามที่พบบ่อยว่าหนองในแท้หนองในเทียมปล่อยไว้ไม่รักษาเสี่ยงเป็นหมันจริงไหม

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคหนองในแท้และหนองในเทียม

ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อโรคและกลไกการเกิดโรคเป็นก้าวสำคัญในการป้องกันและการรักษาที่ตรงจุด โดยโรคทั้งสองประเภทนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่แตกต่างกัน:

  • หนองในแท้ (Gonorrhea): เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไนซีเรีย กอนอร์โรเฮียอี (Neisseria gonorrhoeae) เชื้อชนิดนี้มีความสามารถในการแบ่งตัวและแพร่กระจายในเยื่อบุผิวที่มีลักษณะเป็นเมือก เช่น ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ทวารหนัก ลำคอ และเยื่อบุตา เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงและมีหนองข้นสีเหลืองหรือเขียวไหลออกมา
  • หนองในเทียม (Chlamydia): เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย คลาไมเดีย ทราโชมาทิส (Chlamydia trachomatis) ซึ่งมักมีอาการแสดงออกที่คล้ายคลึงกับหนองในแท้ แต่มีความรุนแรงเฉียบพลันน้อยกว่า อาการมักจะเรื้อรังและบางครั้งไม่มีอาการเด่นชัดในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว
คำแนะนำจากคุณหมอ: โรคหนองในทั้งสองชนิดสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันในผู้ป่วยรายเดียวได้ ดังนั้นเมื่อตรวจพบเชื้อชนิดหนึ่ง แพทย์จึงมักพิจารณาให้การรักษาครอบคลุมทั้งสองโรคไปพร้อมกันเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

อาการและสัญญาณเตือนของโรค

อาการแสดงของโรคหนองในแท้และหนองในเทียมมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในรายละเอียด แต่โดยทั่วไปสามารถสังเกตอาการผิดปกติได้จากระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์:

อาการในเพศชาย

เพศชายมักจะสังเกตอาการได้ค่อนข้างชัดเจน เนื่องจากท่อปัสสาวะมีความยาวไม่มากและมีอาการแสดงออกที่รวดเร็ว

  • มีอาการแสบขัดอย่างรุนแรงขณะปัสสาวะ หรือรู้สึกร้อนบริเวณท่อปัสสาวะ
  • มีหนองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ โดยหนองในแท้มักมีหนองข้นสีเหลืองหรือเขียวชัดเจน ส่วนหนองในเทียมมักมีมูกใสหรือขาวขุ่นไหลซึมในตอนเช้า
  • มีอาการบวมแดงบริเวณปากท่อปัสสาวะ หรือมีอาการปวดหน่วงบริเวณอัณฑะ

อาการในเพศหญิง

เพศหญิงส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจนในระยะแรก หรือมีอาการน้อยมากจนมองข้ามไป ทำให้เชื้อลุกลามได้ง่าย

  • มีตกขาวผิดปกติ มีปริมาณมาก มีกลิ่นเหม็น หรือมีสีเหลืองปนเขียว
  • มีอาการแสบขัดเวลาปัสสาวะ หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง
  • มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เช่น เลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือเลือดออกกะปริดกะปรอยนอกรอบเดือน

ปล่อยไว้ไม่รักษาเสี่ยงเป็นหมันจริงไหม: ผลแทรกซ้อนระยะยาว

คำตอบคือ จริงอย่างยิ่ง การปล่อยให้โรคหนองในแท้หรือหนองในเทียมเรื้อรังโดยไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง จะทำให้เชื้อโรคเดินทางลุกลามจากอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนล่างขึ้นไปสู่อวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบน ซึ่งส่งผลกระทบที่รุนแรงดังนี้:

  • ผลกระทบในเพศหญิง: เชื้อโรคสามารถลุกลามขึ้นไปทำให้เกิดภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease - PID) ซึ่งนำไปสู่การเกิดพังผืดและการอุดตันของท่อนำไข่ ส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยาก หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูกที่เป็นอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง
  • ผลกระทบในเพศชาย: การอักเสบที่ลุกลามอาจทำให้เกิดการอักเสบของท่อน้ำอสุจิ (Epididymitis) ต่อลูกอัณฑะ หรือต่อมลูกหมาก ซึ่งหากรักษาไม่ทันท่วงที ท่อน้ำอสุจิอาจเกิดการอุดตันถาวร ทำให้ไม่สามารถผลิตอสุจิออกมาผสมกับไข่ได้ กลายเป็นภาวะมีบุตรยากในที่สุด
  • ผลกระทบอื่นๆ: เชื้อยังสามารถกระจายเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดการติดเชื้อทั่วร่างกาย ส่งผลให้เกิดข้ออักเสบ ผื่นตามผิวหนัง หรือการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจได้
ข้อควรระวังทางการแพทย์: การซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองจากร้านขายยาโดยไม่รู้ชนิดของเชื้อที่แท้จริง หรือใช้ยาในขนาดที่ไม่เหมาะสม ไม่เพียงแต่จะไม่หายจากโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างเชื้อดื้อยา ทำให้การรักษาในเวลาต่อมามีความยากลำบากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

ผู้ป่วยควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์โดยเร็ว หากพบอาการรุนแรงเหล่านี้:

  • มีไข้สูงร่วมกับอาการปวดท้องน้อยหรือปวดอุ้งเชิงกรานอย่างรุนแรง
  • มีอาการปวดบวมแดงบริเวณถุงอัณฑะอย่างเฉียบพลันในเพศชาย
  • มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดในปริมาณมาก หรือมีตกขาวมีกลิ่นเหม็นรุนแรงร่วมกับหนอง
  • มีอาการปวดข้อต่อต่างๆ ร่วมกับมีผื่นขึ้นตามร่างกาย
  • มีอาการปวดเบ่งเวลาปัสสาวะ หรือปัสสาวะไม่ออก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์จะทำการซักประวัติพฤติกรรมทางเพศและอาการที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด พร้อมทั้งตรวจร่างกายบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ วิธีการตรวจวินิจฉัยที่ได้มาตรฐาน ได้แก่:

  • การเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะ ปากมดลูก หรือช่องคลอด เพื่อนำไปตรวจย้อมสีแกรมหรือส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
  • การตรวจหาพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลิเมอเรส (Polymerase Chain Reaction - PCR) ซึ่งมีความแม่นยำสูงมาก
  • การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) และโรคซิฟิลิส (Syphilis) เนื่องจากโรคเหล่านี้มักพบร่วมกันได้บ่อย

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคหนองในแท้และหนองในเทียมต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น โดยแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องประกอบด้วย:

  • การใช้ยาปฏิชีวนะ: แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับชนิดของเชื้อ โดยหนองในแท้ส่วนใหญ่มักรักษาด้วยยาฉีดร่วมกับยากิน ส่วนหนองในเทียมมักรักษาด้วยยากินติดต่อกันตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด ผู้ป่วยต้องรับประทานยาหรือรับยาตามนัดให้ครบถ้วนตามขนาดที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการจะหายไปแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและการดื้อยา
  • การรักษาคู่นอน: เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการรักษา เนื่องจากโรคนี้ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คู่นอนทุกคนในช่วงระยะเวลาหกเดือนที่ผ่านมาจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจและรับการรักษาพร้อมกันทันที แม้ว่าจะยังไม่มีอาการผิดปกติ เพื่อตัดวงจรการติดเชื้อซ้ำ
  • การงดมีเพศสัมพันธ์: ผู้ป่วยและคู่นอนต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ในทุกรูปแบบจนกว่าจะได้รับการรักษาจนครบถ้วนและแพทย์ยืนยันว่าหายขาดแล้ว (โดยทั่วไปคืออย่างน้อยเจ็ดวันหลังจากการรักษาเสร็จสิ้น)

การป้องกันและการเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดี

การป้องกันการติดเชื้อหนองในแท้และหนองในเทียมสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ:

  • ใช้วิธีป้องกันที่ได้ผล เช่น การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ หรือการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ทราบประวัติสุขภาพทางเพศ
  • เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำทุกปี หากมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคนหรือเปลี่ยนคู่นอน
  • หากพบอาการผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่เชื้อจะลุกลาม
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down