ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความสำคัญและภาพรวมของโรคไขมันอุดตันในเลือด

โรคไขมันอุดตันในเลือดหรือภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemia) นับเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขระดับโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อระดับไขมันในกระแสเลือดสูงเกินกว่าเกณฑ์ปกติ ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) แอลดีแอลคอเลสเตอรอล (Low-Density Lipoprotein Cholesterol หรือ LDL-C) ซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่ดี ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) หรือมีระดับเอชดีแอลคอเลสเตอรอล (High-Density Lipoprotein Cholesterol หรือ HDL-C) ซึ่งเป็นไขมันชนิดดีที่ต่ำเกินไป สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของโรคนี้คือการเป็นโรคเงียบ (Silent Killer) ที่ไม่มีอาการแสดงใดๆ ในระยะแรก ผู้ป่วยจำนวนมากใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่รู้ตัวเลยว่าผนังหลอดเลือดภายในร่างกายกำลังถูกทำลายอย่างช้าๆ จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิต เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Myocardial Infarction) กลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ไม่ได้จำกัดแค่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ปัจจุบันพบผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ทั้งวัยทำงานที่มีพฤติกรรมนั่งทำงานนาน ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและน้ำตาลสูง รวมถึงผู้ที่มีพันธุกรรมจากครอบครัวที่มีประวัติโรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน

กลไกการเกิดโรคไขมันอุดตันในเลือดเริ่มต้นจากการที่ระดับไขมันชนิดไม่ดีหรือ LDL-C ในกระแสเลือดมีปริมาณสูงเกินความสมดุล ไขมันเหล่านี้จะซึมผ่านชั้นเยื่อบุผนังหลอดเลือดแดง (Endothelium) เข้าไปสะสมตัวอยู่ภายในผนังหลอดเลือด เมื่อเวลาผ่านไปไขมันที่สะสมจะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดแมโครฟาจ (Macrophage) เข้ามากินไขมันเหล่านั้น จนกลายเป็นเซลล์ไขมันสะสมที่เรียกว่าฟอมเซลล์ (Foam Cell) และก่อตัวเป็นคราบไขมันหรือพลัก (Plaque) เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด

กระบวนการนี้ทำให้ความยืดหยุ่นของหลอดเลือดลดลง หลอดเลือดแดงเริ่มตีบแคบลงเรื่อยๆ ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ยากขึ้น หากคราบพลัคเหล่านี้เกิดการปริแตกหรือฉีกขาด (Plaque Rupture) ร่างกายจะเข้าใจว่าเกิดแผลและพยายามซ่อมแซมโดยการสร้างลิ่มเลือด (Blood Clot) มาปิดบริเวณนั้นอย่างฉับพลัน ลิ่มเลือดนี้สามารถหลุดลอยไปอุดตันหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงสมอง ส่งผลให้เนื้อสมองขาดเลือดและออกซิเจนเฉียบพลัน เกิดเป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) ในที่สุด นอกจากนี้ ปัจจัยร่วมอย่างภาวะความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ และโรคเบาหวาน ยังเร่งกระบวนการอักเสบและการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรค

ในระยะเริ่มต้นและระยะปานกลางของโรคไขมันอุดตันในเลือด ผู้ป่วยแทบจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ออกมาเลย เนื่องจากหลอดเลือดมีความสามารถในการขยายตัวเพื่อรองรับการไหลเวียนของเลือดได้ระดับหนึ่ง อาการจะเริ่มปรากฏก็ต่อเมื่อหลอดเลือดตีบแคบลงมากกว่าร้อยละเจ็ดสิบขึ้นไป หรือเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว

  • ระยะเริ่มต้น: ไม่มีอาการเตือนใดๆ ร่างกายยังคงทำงานได้ตามปกติ สามารถตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปีและการตรวจเลือดดูระดับไขมันเท่านั้น
  • ระยะลุกลาม: เมื่อเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่เพียงพอ อาจเริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง เจ็บแน่นหน้าอก (Angina Pectoris) เมื่อหลอดเลือดหัวใจเริ่มตีบ หรือมีอาการมึนศีรษะ ชาตามปลายมือปลายเท้า หากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขาตีบตัน จะทำให้เกิดอาการปวดน่องเวลาเดินและต้องหยุดพัก (Claudication)
  • ระยะวิกฤต: เกิดการอุดตันอย่างฉับพลันในสมองหรือหัวใจ ส่งผลให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตเฉียบพลัน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อย่ารอให้มีอาการแสดงจึงค่อยตรวจสุขภาพ เพราะอาการเตือนครั้งแรกของโรคไขมันอุดตันในเลือดอาจเป็นภาวะวิกฤตทางสมองหรือหัวใจที่รุนแรงถึงชีวิต การตรวจเลือดเช็คระดับไขมันทุกปีจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ยี่สิบปีขึ้นไป

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

เมื่อคราบไขมันอุดตันหลอดเลือดจนส่งผลให้สมองขาดเลือด จะเกิดกลุ่มอาการเตือนภัยที่เรียกว่าโรคหลอดเลือดสมองชั่วคราว (Transient Ischemic Attack หรือ TIA) หรือโรคหลอดเลือดสมองแบบถาวร ซึ่งต้องสังเกตอาการตามหลักการกระตุ้นสติผู้ป่วยด้วยสัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตดังต่อไปนี้

  • F - Face Drooping (ใบหน้าอ่อนแรง): มุมปากตก ยิ้มไม่เท่ากัน หน้าเบี้ยวอย่างฉับพลัน
  • A - Arm Weakness (แขนขาอ่อนแรง): แขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น หรือชาอย่างไร้ความรู้สึกทันที
  • S - Speech Difficulty (พูดลำบาก): พูดไม่ชัด พูดอ้อแอ นึกคำพูดไม่ออก หรือไม่เข้าใจคำพูดของผู้อื่น
  • T - Time to call (เวลาคือชีวิต): รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีเมื่อพบอาการเหล่านี้ เพราะทุกนาทีที่สมองขาดเลือด เซลล์สมองจะตายไปนาทีละหลายล้านเซลล์

นอกจากนี้ หากมีอาการปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ เวียนศีรษะบ้านหมุนทรงตัวไม่ได้ หรือตามัวมองเห็นภาพซ้อนหรือมืดไปชั่วขณะ ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาททันทีเช่นกัน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยโรคไขมันอุดตันในเลือดและประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง แพทย์จะดำเนินการผ่านกระบวนการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักประวัติสุขภาพครอบครัว พฤติกรรมการใช้ชีวิต การสูบบุหรี่ โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และตรวจวัดความดันโลหิต ดัชนีมวลกาย (BMI)
  • การเจาะเลือดตรวจระดับไขมัน (Lipid Profile): เป็นการตรวจวัดคอเลสเตอรอลรวม ไตรกลีเซอไรด์ LDL-C และ HDL-C โดยผู้ป่วยต้องงดอาหารและน้ำอย่างน้อยสิบสองชั่วโมงก่อนเจาะเลือด
  • การตรวจหาความหนาของผนังหลอดเลือด (Carotid Duplex Ultrasound): เป็นการใช้อัลตร้าซาวด์ความถี่สูงตรวจดูการไหลเวียนของเลือดและความหนาของผนังหลอดเลือดแดงคาโรติดบริเวณลำคอ เพื่อประเมินปริมาณคราบไขมันที่เกาะอยู่
  • การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มเติม: หากมีอาการสงสัยว่าหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก แพทย์จะใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) หรือเครื่องสร้างภาพด้วยสนามmagnetic resonance (MRI) เพื่อดูเนื้อสมองและตำแหน่งที่มีการอุดตัน

วิธีดูแลรักษาและแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง

การรักษาโรคไขมันอุดตันในเลือดและป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ: ควบคุมอาหารโดยลดการบริโภคไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทอด และน้ำตาลหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ เพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้าสาม
  • การออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่มีความหนักปานกลาง เช่น การเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน อย่างน้อยสัปดาห์ละสามถึงห้าครั้ง ครั้งละสามสิบนาที เพื่อช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL-C) และลดระดับไตรกลีเซอไรด์
  • การใช้ยาควบคุมระดับไขมัน: ในกรณีที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วระดับไขมันยังสูง หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ แพทย์จะพิจารณาให้รับประทานยาลดไขมันในกลุ่มสแต (Statins) หรือยาอื่นๆ เช่น ยาลดการดูดซึมไขมันในลำไส้ เพื่อควบคุมระดับ LDL-C ให้ต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมาย
คำแนะนำจากคุณหมอ: การรับประทานยาลดไขมันในเลือดเป็นกระบวนการรักษาที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ห้ามหยุดยาหรือปรับลดปริมาณยาเองเด็ดขาด แม้ว่าผลตรวจเลือดจะกลับมาปกติแล้วก็ตาม เนื่องจากยาทำหน้าที่ควบคุมระดับไขมันให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย การหยุดยาจะทำให้ระดับไขมันกลับมาสูงขึ้นและทำลายหลอดเลือดซ้ำอีก

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การจัดการกับโรคไขมันอุดตันในเลือดและความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องใส่ใจอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

  • ห้ามซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอ้างว่าล้างไขมันในเลือดมารับประทานแทนยาแพทย์: ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือสมุนไพรบางชนิดไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันแน่ชัดว่าสามารถลดไขมันในหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพึ่งพาผลิตภัณฑ์เหล่านี้แทนการรักษาแผนปัจจุบันอาจทำให้โรคดำเนินไปจนเกิดภาวะอุดตันรุนแรง
  • ห้ามละเลยการควบคุมโรคประจำตัวร่วม: หากมีโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวานร่วมด้วย ต้องควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานควบคู่กันไปเสมอ เนื่องจากโรคเหล่านี้ทำงานร่วมกันในการทำลายผนังหลอดเลือด
  • ห้ามขาดการตรวจติดตามอาการกับแพทย์: ผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงจำเป็นต้องมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อเจาะเลือดติดตามผลการรักษาและประเมินผลข้างเคียงจากยาอย่างสม่ำเสมอ

การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพหลอดเลือดระยะยาว

การป้องกันโรคไขมันอุดตันในเลือดที่ดีที่สุดคือการสร้างวินัยในการดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคราบไขมันสะสมในหลอดเลือด การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อเช็คระดับไขมันในเลือดอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด นอกจากนี้ การจัดการความเครียดและการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละเจ็ดถึงแปดชั่วโมง ยังช่วยลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อระดับไขมันและหลอดเลือดในร่างกายอีกด้วย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down