ทำความรู้จักกับโรคไข้ปวดข้อพองคอหรือโรคชิคุนกุนยา
โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค เช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออกและโรคติดเชื้อไวรัสซิกา คำว่าชิคุนกุนยาเป็นภาษาท้องถิ่นของชนเผ่ามากอนเดในแถบแอฟริกาตะวันออก ซึ่งมีความหมายว่าก้มตัวลงด้วยความเจ็บปวด หรืออาการตัวงอจากความปวดข้ออย่างรุนแรง ซึ่งสะท้อนถึงอาการเด่นชัดของโรคนี้ได้อย่างแม่นยำ ในประเทศไทยพบการแพร่ระบาดเป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีการแพร่พันธุ์ของยุงลายเป็นจำนวนมาก โรคนี้ถึงแม้จะไม่ค่อยพบความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเหมือนไข้เลือดออก แต่ภาวะการปวดข้อเรื้อรังสามารถสร้างความทุกข์ทรมานและกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยได้อย่างมหาศาล
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคชิคุนกุนยา
เชื้อที่เป็นสาเหตุคือไวรัสชิคุนกุนยา (Chikungunya Virus) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มแอลฟาไวรัส (Alphavirus) ไวรัสชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านการกัดของยุงลายตัวเมียที่ติดเชื้อ (Aedes aegypti และ Aedes albopictus) หลังจากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด มันจะกระจายตัวไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณข้อต่อและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน กลไกการอักเสบเกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อไวรัส ทำให้เกิดการหลั่งสารสื่อการอักเสบ (Inflammatory Cytokines) ออกมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เยื่อหุ้มข้อเกิดการอักเสบ บวมแดง และกระตุ้นปลายประสาทรับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดลึกๆ ที่ข้อต่อ ทรมานจนขยับตัวได้ยาก
อาการสำคัญและระยะการดำเนินของโรค
อาการของโรคชิคุนกุนยามักจะปรากฏขึ้นหลังจากถูกยุงกัดประมาณสามถึงเจ็ดวัน โดยแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้
ระยะเฉียบพลัน
ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน มักมีไข้สูงถึงสามสิบเก้าถึงสี่สิบองศาเซลเซียส เป็นอยู่ประมาณสองถึงสามวัน นอกจากนี้มักมีอาการร่วมอื่นๆ ได้แก่ ผื่นแดงขึ้นตามลำตัวและแขนขา อาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และที่โดดเด่นที่สุดคืออาการปวดข้ออย่างรุนแรง มักเป็นที่ข้อเล็กๆ เช่น นิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อมือ ข้อข้อศอก หัวเข่า และข้อเท้า ผู้ป่วยมักขยับข้อไม่ได้เพราะเจ็บมาก บางรายอาจมีอาการข้อบวมและแดงร่วมด้วย
ระยะกึ่งเฉียบพลันและระยะเรื้อรัง
หลังจากไข้ลดลงแล้ว อาการปวดข้ออาจยังไม่หายไป แต่อาจคงอยู่ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์ หรือในบางรายที่มีอาการเรื้อรังอาจยาวนานหลายเดือนหรือเป็นปี อาการปวดในระยะนี้อาจมีความรุนแรงลดลง แต่จะรู้สึกตึงและปวดเมื่อยเวลาขยับข้อ โดยเฉพาะในช่วงเช้าหลังตื่นนอน
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ทันแม้ไม่ใช่โรคไข้เลือดออก
- ไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวันและไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ทั่วไป
- มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด อ่อนเพลียมากจนไม่สามารถลุกขึ้นรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้
- มีอาการปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับอาเจียนพุ่ง
- ปัสสาวะมีปริมาณลดลงมากหรือมีสีเข้มจัด ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย เจ็บแน่นหน้าอก
วิธีดูแลรักษาและบรรเทาอาการที่บ้านอย่างถูกต้อง
การดูแลรักษาโรคชิคุนกุนยาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เนื่องจากยังไม่มีon-specific antiviral drug หรือยาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับโรคนี้ เป้าหมายหลักคือการลดไข้ บรรเทาอาการปวด และป้องกันภาวะแทรกซ้อน
การให้ยาและการจัดการอาการปวดอย่างปลอดภัย
การใช้ยาแก้ปวดต้องทำด้วยความระมัดระวังสูงสุด ห้ามซื้อยาจำพวกแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) มารับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากหากวินิจฉัยโรคผิดพลาดและผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออก ยาเหล่านี้อาจทำให้เลือดออก ออกทางเดินอาหารและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ แนะนำให้ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดที่เหมาะสมคือน้ำหนักสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง และไม่ควรรับประทานเกินขนาดที่แพทย์หรือเภสัชจกรกำหนด
การดูแลและพยาบาลผู้ป่วยที่บ้าน
- ให้ผู้ป่วยพักผ่อนอย่างเต็มที่ในห้องที่อากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงการใช้งานข้อต่อที่อักเสบหนัก
- เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อช่วยลดไข้ร่วมกับการรับประทานยาลดไข้
- ดื่มน้ำสะอาด น้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำผลไม้คั้นสดในปริมาณมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากไข้สูง
- รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย ที่มีวิตามินและแร่ธาตุสูง เพื่อช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อและลดการอักเสบ
- หลีกเลี่ยงการนวดแรงๆ บริเวณข้อที่ปวด เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อรอบข้อเกิดการอักเสบมากขึ้น
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อรุนแรง ญาติมักหวังดีด้วยการนวดกดจุดหรือประคบร้อนจัด ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ในช่วงที่ข้อกำลังอักเสบเฉียบพลัน การประคบร้อนอาจทำให้หลอดเลือดขยายตัวและบวมมากขึ้น ช่วงแรกของการอักเสบอาจใช้การประคบเย็นเบาๆ เพื่อลดบวม และหลีกเลี่ยงการดัด ดึง หรือนวดแรงๆ ที่ข้อต่อโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ห้ามซื้อยาชุด ยาสตรี หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) มารับประทานเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
วิธีป้องกันและการควบคุมโรคชิคุนกุนยาในระยะยาว
เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคชิคุนกุนยาที่มีจำหน่ายทั่วไปในปัจจุบัน การป้องกันที่ดีที่สุดคือการควบคุมและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย
- เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบที่ยุงลายจะเกาะพัก
- ปิดฝาภาชนะใส่น้ำอุปโภคบริโภคให้มิดชิดเพื่อป้องกันยุงมาวางไข่
- เปลี่ยนถ่ายน้ำในแจกันหรือภาชนะรองรับน้ำทุกสัปดาห์
- กำจัดภาชนะเหลือใช้ที่อาจมีน้ำขัง เช่น กะลา ยางรถยนต์เก่า กระป๋อง
- ป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัดโดยการทายากันยุง นอนในมุ้ง หรือสวมเสื้อผ้าแขนยาวขายาวสีอ่อน
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยชิคุนกุนยา
- สังเกตอาการไข้และบันทึกอุณหภูมิร่างกายสม่ำเสมอ
- จัดเตรียมยาพาราเซตามอลให้รับประทานตามขนาดและเวลาที่แพทย์กำหนด ห้ามใช้ยาแอสไพริน
- ดูแลให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ
- จัดเตรียมอาหารอ่อนย่อยง่ายและมีสารอาหารครบถ้วน
- สังเกตสัญญาณอันตราย เช่น ซึมมาก ปัสสาวะไม่ออก และพาไปพบแพทย์ทันทีหากพบความผิดปกติ