ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้เลือดออกรอบสองอันตรายจริงไหม ความจริงที่คุณพ่อแม่และทุกคนต้องรู้

โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) ถือเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญระดับประเทศ โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค หลายท่านอาจเคยได้ยินความเชื่อที่ว่า การติดเชื้อไข้เลือดออกรอบสองนั้นมีความรุนแรงและอันตรายมากกว่าการติดเชื้อครั้งแรกอย่างเทียบกันไม่ได้ ซึ่งในทางการแพทย์ ความเชื่อนี้มีความจริงรองรับอย่างชัดเจนตามกลไกทางภูมิคุ้มกันวิทยา การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการแสดง และแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้อง จึงเป็นเกราะป้องกันชีวิตที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค ทำไมการติดเชื้อครั้งที่สองจึงรุนแรงกว่า

เชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ที่เป็นสาเหตุของโรคมีทั้งหมดสี่สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ที่หนึ่ง สายพันธุ์ที่สอง สายพันธุ์ที่สาม และสายพันธุ์ที่สี่ เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเคยติดเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งไปแล้ว ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่จะมีภูมิคุ้มกันข้ามสายพันธุ์อยู่ได้เพียงในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

เมื่อเกิดการติดเชื้อไข้เลือดออกรอบสองด้วยไวรัสสายพันธุ์ที่แตกต่างออกไปจากครั้งแรก จะเกิดปรากฏการณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่า ภูมิคุ้มกันเสริมฤทธิ์ที่อาศัยแอนติบอดีเป็นสื่อกลาง (Antibody-Dependent Enhancement หรือ ADE) กลไกนี้ทำให้แอนติบอดีที่มีอยู่เดิมจากครั้งแรกไม่สามารถทำลายไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้เบ็ดเสร็จ แต่กลับกลายเป็นตัวช่วยพาไวรัสเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ปริมาณไวรัสในกระแสเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารสื่ออักเสบจำนวนมาก ทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยเกิดการรั่วไหล พลาสมาหรือน้ำเหลืองรั่วออกนอกหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ ช็อก และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

อาการแสดงและระยะเวลาการดำเนินของโรคไข้เลือดออก

การดำเนินของโรคไข้เลือดออกแบ่งออกเป็นสามระยะอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ดูแลจำเป็นต้องสังเกตอาการในแต่ละระยะอย่างใกล้ชิด

ระยะไข้สูง (Febrile Phase)

ผู้ป่วยจะมีไข้สูงลอยเฉียบพลัน บางรายไข้อาจสูงถึงสามสิบเก้าถึงสี่สิบองศาเซลเซียส เป็นระยะเวลาสองถึงเจ็ดวัน ร่วมกับอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หน้าแดง ปวดกระบอกตา และอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนังหรือเลือดกำเดาไหล ในระยะนี้มักวินิจฉัยแยกโรคได้ยากจากไข้หวัดใหญ่หรือไข้ไวรัสชนิดอื่น

ระยะวิกฤต (Critical Phase)

เป็นระยะที่ต้องระมัดระวังมากที่สุด มักเกิดขึ้นในช่วงวันที่สามถึงวันที่หกของโรค ซึ่งเป็นช่วงที่ไข้เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว หลายคนเข้าใจผิดว่าหายป่วยแล้ว แต่แท้จริงแล้วนี่คือช่วงเวลาที่ผนังหลอดเลือดเริ่มรั่ว หากมีการรั่วมากจะทำให้เกิดภาวะช็อก ปวดท้องบริเวณชายโครงด้านขวาอย่างรุนแรง กระสับกระส่าย หรือซึมลง

ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase)

หากผู้ป่วยผ่านระยะวิกฤตมาได้ อาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้น ความอยากอาหารจะกลับมา ชีพจรและความดันโลหิตกลับสู่ภาวะปกติ ผื่นแดงอาจปรากฏขึ้นในช่วงนี้พร้อมกับอาการคันตามฝ่ามือฝ่าเท้า

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบอาการเหล่านี้ในผู้ป่วยไข้เลือดออก ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยวิกฤตที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด
  • ไข้สูงมากติดต่อกันหลายวันแต่ยาลดไข้เอาไม่อยู่
  • ซึมลง อ่อนเพลียมาก ไม่ยอมพูดคุย หรือในเด็กเล็กจะมีอาการงอแงผิดปกติและไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ
  • ปวดท้องรุนแรงและต่อเนื่อง บริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา
  • อาเจียนบ่อยครั้ง รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้เลย
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น อาเจียนเป็นเลือดสดหรือเลือดเก่าสีดำถ่ายอุจจาระสีดำสนิท หรือมีประจำเดือนมามากผิดปกติ
  • มือเท้าเย็น ชีพจรเบาและเร็ว ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ ภายในหกชั่วโมง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมีอาการไข้สูงเกินสองวันในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด พร้อมทั้งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น ได้แก่ การเจาะเลือดตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count หรือ CBC) เพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit) รวมถึงการตรวจหาโปรตีนจำเพาะของไวรัสเดงกี (NS1 Antigen Test) หรือการตรวจหาภูมิคุ้มกัน (Dengue IgM และ IgG) เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรค

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

ปัจจุบันยังไม่มี thuốcต้านไวรัสจำเพาะสำหรับโรคไข้เลือดออก การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ผู้ป่วยผ่านพ้นระยะวิกฤตไปให้ได้

การดูแลรักษาที่โรงพยาบาล

ในรายที่มีอาการรุนแรง ซึม ดื่มน้ำไม่ได้ หรือมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำร่วมกับเลือดออก แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำอย่างใกล้ชิด ควบคุมสมดุลของสารน้ำในร่างกาย และเฝ้าระวังอาการช็อกอย่างต่อเนื่อง

การดูแลและพยาบาลผู้ป่วยที่บ้าน

สำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงและแพทย์ให้กลับมาพักฟื้นที่บ้าน มีแนวปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อช่วยลดไข้เป็นระยะ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นจัดเพราะอาจทำให้เกิดอาการหนาวสั่นและไข้สูงขึ้นกว่าเดิม
  • ให้ผู้ป่วยดื่มเกลือแร่ (ORS) น้ำผลไม้ หรือน้ำสะอาดในปริมาณมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุป เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมในช่วงที่เป็นไข้สูง จะช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะขาดน้ำและช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ความผิดพลาดในการดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออกอาจนำไปสู่ภาวะอันตรายถึงชีวิต สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษมีดังนี้

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด เนื่องจากยาเหล่านี้จะไปยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดออกง่ายขึ้น และอาจกระตุ้นให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Rye syndrome) ซึ่งอันตรายมากในเด็ก
  • การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol): ต้องใช้ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัวเท่านั้น คือสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อน้ำหนักตัว ทานห่างกันทุกสี่ถึงหกชั่วโมง และห้ามรับประทานเกินขนาดเพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับ
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: เนื่องจากไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาใดๆ ทั้งสิ้น และอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายรอบตัวบ้าน ตามมาตรการเก็บบ้าน เก็บน้ำ และเก็บขยะ เพื่อตัดวงจรชีวิตของยุงลาย นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาลได้ ผู้ปกครองหรือผู้สนใจสามารถปรึกษากุมารแพทย์หรือแพทย์ประจำตัวเพื่อขอรับคำแนะนำในการฉีดวัคซีนที่เหมาะสมกับช่วงวัยได้

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down