ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้เลือดออกและชิคุนกุนยา โรคจากยุงลายที่ต้องระวัง

โรคติดเชื้อจากยุงลายเป็นปัญหาสุขภาพระดับประเทศที่พบได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูฝนที่เอื้อต่อการแพร่พันธุ์ของยุงลายสวนและยุงลายบ้าน โรคหลักสองชนิดที่มักสร้างความกังวลให้กับผู้ป่วยและครอบครัวคือ โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) และ โรคชิคุนกุนยาหรือไข้ปวดข้อยุงลาย (Chikungunya) ทั้งสองโรคนี้มักมีอาการเริ่มต้นคล้ายคลึงกันมากในช่วงแรก เช่น มีไข้สูงปวดศีรษะ และปวดเมื่อยตามตัว ทำให้การวินิจฉัยด้วยอาการเพียงอย่างเดียวอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ การตรวจเลือดจึงเป็นกุญแจสำคัญในการยืนยันโรค เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคจากยุงลาย

โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue Virus) ซึ่งมีทั้งหมดสี่สายพันธุ์ (DEN-1, DEN-2, DEN-3, DEN-4) เมื่อถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระแสเลือดและเพิ่มจำนวนขึ้น ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกัน ในขณะที่โรคชิคุนกุนยาเกิดจากเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา (Chikungunya Virus) ซึ่งอยู่ในกลุ่มแอลฟาไวรัส (Alphavirus) เชื้อโรคทั้งสองชนิดนี้ติดต่อผ่านการถูกยุงลายตัวเมียที่มีเชื้อกัดในเวลากลางวัน กลไกการเกิดโรคมีความแตกต่างกันในรายละเอียด โดยไวรัสไข้เลือดออกจะมุ่งโจมตีเซลล์เม็ดเลือดขาวและทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยมีความผิดปกติ เกิดการรั่วของพลาสมา ส่วนไวรัสชิคุนกุนยาจะมีความจำเพาะเจาะจงในการเข้าไปสะสมและทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงบริเวณเยื่อหุ้มข้อต่อและเนื้อเยื่อรอบข้อ

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค

การสังเกตระยะของโรคมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเลือกวิธีตรวจเลือดและการดูแลรักษา:

  • ระยะไข้สูง (Febrile Phase): มักกินเวลาสองถึงเจ็ดวัน ผู้ป่วยจะมีไข้สูงลอยอย่างฉับพลัน หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ในผู้ป่วยไข้เลือดออกอาจพบจุดเลือดออกเล็กๆ ตามผิวหนัง
  • ระยะวิกฤต (Critical Phase): เกิดขึ้นในช่วงวันที่สามถึงวันที่หุกของโรค เป็นช่วงที่ไข้เริ่มลดลง แต่เป็นช่วงที่อันตรายที่สุดสำหรับโรคไข้เลือดออก เนื่องจากอาจเกิดภาวะช็อกจากการรั่วของพลาสมา ผู้ป่วยจะมีอาการซึมลง มือเท้าเย็น ปัสสาวะลดลง หรือปวดท้องบริเวณลิ้นปี่อย่างรุนแรง ส่วนโรคชิคุนกุนยาในระยะนี้อาการไข้จะเริ่มลดลง แต่จะเริ่มมีอาการปวดข้อเด่นชัดขึ้น
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): อาการโดยรวมจะเริ่มดีขึ้น ชีพจรและความดันโลหิตกลับสู่ภาวะปกติ สำหรับผู้ป่วยชิคุนกุนยา อาการปวดข้ออาจยังคงหลงเหลืออยู่และบางรายอาจเรื้อรังนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพราะอาจเข้าสู่ภาวะวิกฤตอันตรายถึงชีวิต
  • ไข้สูงมากติดต่อกันเกินสามวันแต่ยาลดไข้เอาไม่อยู่หรือไข้เริ่มลดลงแต่ผู้ป่วยมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
  • ปวดท้องรุนแรงและกดเจ็บใต้ชายโครงขวาหรือบริเวณลิ้นปี่
  • อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลย
  • มีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ
  • กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น เหงื่อออกตัวเย็น หรือปัสสาวะไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • อาการหอบเหนื่อยหายใจเร็ว หรือมีอาการชัก

วิธีตรวจเลือดหาเชื้อไข้เลือดออกและชิคุนกุนยา วันไหนตรวจแล้วเจอแม่นยำที่สุด

คำถามที่พบบ่อยคือ ตรวจเลือดหาเชื้อไข้เลือดออกและชิคุนกุนยา ควรตรวจวันไหนถึงจะเจอเชื้อที่แม่นยำที่สุด คำตอบขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีอาการไข้และชนิดของการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้

  • วันที่หนึ่งถึงวันที่สามของไข้ (ช่วงแรก): เป็นช่วงที่ปริมาณไวรัสในเลือดมีค่อนข้างสูง การตรวจหาโปรตีนของไวรัสไข้เลือดออกที่เรียกว่า เอ็นเอสวันแอนติเจน (NS1 Antigen Test) จะให้ผลบวกที่แม่นยำสูง ช่วยให้วินิจฉัยโรคได้รวดเร็วตั้งแต่เนิ่นๆ ส่วนโรคชิคุนกุนยา สามารถตรวจหาพันธุกรรมของไวรัสด้วยวิธีอาร์ทีพีซีอาร์ (RT-PCR) ได้ในช่วงนี้เช่นกัน
  • วันที่สี่ถึงวันที่เจ็ดของไข้: ร่างกายเริ่มสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรค การตรวจเลือดจะเริ่มเปลี่ยนจากการหาตัวเชื้อมาเป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันชนิดไอจีเอ็มและไอจีจี (IgM and IgG Antibodies) สำหรับไข้เลือดออกและชิคุนกุนยา หากตรวจเร็วเกินไปในวันแรกๆ ร่างกายยังไม่ทันสร้างภูมิคุ้มกัน อาจทำให้ผลตรวจเป็นลบหลอกได้
  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count หรือ CBC): แพทย์มักสั่งตรวจร่วมด้วยเพื่อดูระดับเกล็ดเลือด (Platelets) และความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความรุนแรงและการรั่วของพลาสมาในโรคไข้เลือดออก

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคทั้งสองชนิดนี้เป็นการรักษาตามอาการเนื่องจากยังไม่มี ยาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงที่ออกฤทธิ์ทำลายเชื้อไวรัสโดยตรง การดูแลที่ถูกต้องจึงช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การให้สารน้ำและเกลือแร่: ในผู้ป่วยไข้เลือดออก การดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำผลไม้ปริมาณมากๆ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ หากรับ 
ประทานอาหารไม่ได้หรือมีภาวะช็อก แพทย์จะพิจารณาให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำอย่างใกล้ชิด
  • การเช็ดตัวลดไข้: ควรใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นในการเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัด
  • อาหารที่เหมาะสม: ควรรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุป และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีแดง ดำ หรือน้ำตาลเข้ม เพื่อไม่ให้สับสนหากมีอาการอาเจียนเป็นเลือด

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาในกลุ่มเอ็นเซดส์ เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาดในผู้ป่วยที่มีไข้สูงและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่แน่ชัด เพราะยาเหล่านี้จะไปยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดออกง่ายและรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

สำหรับการใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องใช้ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วยเท่านั้น คือ สิบถึงสิบห้าสิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม รับประทานห่างกันทุกสี่ถึงหกชั่วโมง และห้ามใช้เกินขนาดเพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับ นอกจากนี้ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองเนื่องจากการติดเชื้อทั้งสองชนิดนี้เกิดจากไวรัส ไม่ใช่แบคทีเรีย

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการตัดวงจรชีวิตของยุงลาย ได้แก่ การเก็บบ้าน เก็บขยะ และเก็บน้ำเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย การทายากันยุงและการนอนในมุ้ง รวมถึงในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถปรึกษากุมารแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำในการฉีดวัคซีนที่เหมาะสมตามช่วงวัย

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

คำแนะนำจากคุณหมอ:
1. สังเกตวันที่เริ่มมีไข้ให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์ในการเลือกวิธีตรวจเลือดที่แม่นยำ
2. หากมีไข้สูงเกินสองถึงสามวัน ควรพาไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจหา NS1 Antigen หรือ CBC
3. ห้ามซื้อยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนให้ผู้ป่วยทานเด็ดขาด ให้ใช้เฉพาะพาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัว
4. สังเกตสัญญาณอันตราย เช่น ซึมลง ปวดท้องรุนแรง มือเท้าเย็น และรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีหากพบอาการดังกล่าว
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down