ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้ชิคุนกุนยาและไข้เลือดออก โรคจากยุงลายที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

โรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรคเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) และไข้ชิคุนกุนยา (Chikungunya Fever) แม้ว่าทั้งสองโรคนี้จะมียุงลายสวนและยุงลายบ้านเป็นพาหะนำโรคเหมือนกัน และมีระยะเวลาในการฟักตัวรวมถึงอาการเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกันมาก จนทำให้หลายคนสับสน แต่ในทางการแพทย์โรคทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งในแง่ของเชื้อไวรัส กลไกการเกิดโรค ความรุนแรงของอาการ และแนวทางการรักษาเฉพาะด้าน การแยกแยะโรคให้แม่นยำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลรักษาที่ถูกต้องและป้องกันภาวะแทรกซ้อนอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของไข้ชิคุนกุนยาและไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue Virus) ซึ่งมีทั้งหมดสี่สายพันธุ์ (DEN-1, DEN-2, DEN-3 และ DEN-4) เมื่อผู้ป่วยถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด ไวรัสจะเข้าสู่กระแสเลือดและเพิ่มจำนวนขึ้น กลไกการเกิดความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อตัวไวรัส ซึ่งอาจทำให้เกิดการรั่วพลาสมาออกจากหลอดเลือด เลือดออกง่าย และภาวะช็อกได้ ส่วนโรคไข้ชิคุนกุนยาหรือที่รู้จักกันในชื่อไข้ปวดข้อปากลาย เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา (Chikungunya Virus) ซึ่งอยู่ในกลุ่มแอลฟาไวรัส (Alphavirus) ไวรัสชนิดนี้มีความจำเพาะในการโจมตีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย ทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงบริเวณข้อต่อ แต่โดยทั่วไปมักไม่ทำให้เกิดภาวะพลาสศึกรั่วไหลหรือช็อกรุนแรงเหมือนไข้เลือดออก

อาการเด่นชัดและการดำเนินของโรคที่ช่วยในการแยกแยะ

การสังเกตอาการทางคลินิกเป็นกุญแจสำคัญในการแยกโรคทั้งสองออกจากกัน แม้ว่าในระยะแรกผู้ป่วยทั้งสองโรคจะมีอาการไข้สูงลอยเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว และมีหน้าแดงเหมือนกัน แต่จะมีจุดสังเกตที่แตกต่างกันดังนี้

  • อาการไข้เลือดออก: ไข้สูงลอย 2 ถึง 7 วัน มักไม่ค่อยมีอาการไอหรือน้ำมูก อาการเด่นที่ต้องระวังคือภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงซ้ายหรือลิ้นปี่อย่างรุนแรงก่อนจะเข้าสู่ระยะช็อก มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง เลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกตามไรฟัน และในรายที่อาการรุนแรง ตับจะโตและเจ็บ
  • อาการไข้ชิคุนกุนยา: ไข้สูงมักเป็นอยู่เพียง 2 ถึง 3 วันแล้วลดลงอย่างรวดเร็ว อาการเด่นชัดที่สุดคือ อาการปวดข้ออย่างรุนแรง (Severe Arthralgia) โดยมักเป็นที่ข้อต่อขนาดเล็ก เช่น นิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อข้อมือ ข้อข้อศอก และข้อเข่า อาการปวดอาจรุนแรงมากจนผู้ป่วยขยับข้อไม่ได้ นอกจากนี้มักพบผื่นแดงนูนราบตามลำตัว แขนขา และใบหน้า รวมถึงอาจมีอาการตาแดงร่วมด้วย
คำแนะนำจากคุณหมอ: อาการปวดข้อในโรคไข้ชิคุนกุนยาอาจคงอยู่ยาวนานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือบางรายอาจนานเป็นปี แม้ว่าไข้จะหายไปแล้วก็ตาม ต่างจากไข้เลือดออกที่อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจะหายไปพร้อมกับการหายจากไข้

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้ชิคุนกุนยาและไข้เลือดออกจำเป็นต้องได้รับการประเมินอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออกที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตสูง สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ผู้ดูแลต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ได้แก่:

  • ไข้สูงมากแต่เมื่อไข้ลดลงผู้ป่วยกลับมีอาการซึมลง อ่อนเพลียมาก หรือกระสับกระส่าย
  • ปวดท้องรุนแรงและกดเจ็บใต้ชายโครงขวา
  • อาเจียนบ่อยครั้ง หรืออาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น ประจำเดือนมามากผิดปกติ มีเลือดกำเดาไหลไม่หยุด
  • มือเท้าเย็น ปัสสาวะไม่อดหรือปัสสาวะน้อยมาก ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะความดันโลหิตต่ำและภาวะช็อก
  • ในเด็กเล็กอาจมีอาการซึม ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ ซึ้งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ

แพทย์จะทำการซักประวัติการเดินทาง ประวัติการถูกยุงกัด และตรวจร่างกายอย่างละเอียด ร่วมกับการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและการแยกโรค:

  • การตรวจเม็ดเลือดครบส่วน (Complete Blood Count - CBC): ในไข้เลือดออกมักพบเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ และความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit) สูงขึ้นเนื่องจากการรั่วของพลาสมา ส่วนในไข้ชิคุนกุนยาอาจพบเม็ดเลือดขาวต่ำได้เช่นกันแต่ความเข้มข้นของเลือดมักปกติ
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสหรือสารพันธุกรรม (RT-PCR): สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสได้ในช่วงที่ผู้ป่วยมีไข้สูงวันแรกๆ
  • การตรวจหาแอนติบอดี (Serology Test): การตรวจหาภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อไวรัสเดงกี่หรือไวรัสชิคุนกุนยา (IgM และ IgG) ซึ่งมักให้ผลบวกชัดเจนหลังจากมีอาการป่วยผ่านไปแล้วประมาณ 4 ถึง 5 วัน

วิธีดูแลรักษาและการจัดการอาการที่บ้านอย่างถูกต้อง

เนื่องจากทั้งไข้เลือดออกและไข้ชิคุนกุนยาเกิดจากเชื้อไวรัส การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ ไม่มี ยาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับโรคทั้งสอง

  • การลดไข้ที่ปลอดภัย: ให้ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีไข้สูงเท่านั้น และห้ามใช้ยาเกินขนาดเด็ดขาดเพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อตับ
  • การเช็ดตัวลดไข้: ควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน ช่วยป้องกันอาการชักจากไข้สูงในเด็กเล็ก
  • การป้องกันภาวะขาดน้ำ: ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) น้ำผลไม้ หรือน้ำอุ่นให้มากๆ ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปจากไข้และการอาเจียน
  • การพักผ่อน: นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดกิจกรรมที่ใช้กำลังมาก และหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวข้อต่อที่รุนแรงในผู้ป่วยไข้ชิคุนกุนยา
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาจำพวกแอสไพริน (Aspirin) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือยากลุ่มเอ็นเซด (NSAIDs) มาทานเองเด็ดขาด หากยังไม่แน่ใจว่าป่วยเป็นไข้เลือดออกหรือไม่ เพราะยาเหล่านี้จะไปยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือดและกัดกระเพาะอาหาร ทำให้ผู้ป่วยไข้เลือดออกมีอาการเลือดออกรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อที่ดีที่สุดคือการตัดวงจรชีวิตของยุงลายและป้องกันตนเองจากการถูกยุงกัด โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายรอบตัวบ้าน โดยการปิดฝาภาชนะใส่น้ำ เปลี่ยนน้ำในแจกันทุกสัปดาห์ และกำจัดภาชนะมีน้ำขัง
  • ป้องกันไม่ให้ยุงกัดโดยการทายากันยุง นอนในมุ้ง หรือติดมุ้งลวดที่หน้าต่างและประตูบ้าน
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาลได้ ผู้ปกครองหรือผู้สนใจควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • สังเกตอาการไข้สูงลอย หากไข้ไม่ลดเกิน 3 วัน หรือมีอาการซึมลง ปวดท้องรุนแรง ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที
  • จัดเตรียมยาพาราเซตามอลให้ถูกขนาดน้ำหนัก และห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด
  • สนับสนุนให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่และพักผ่อนอย่างเต็มที่
  • เฝ้าระวังอาการเลือดออกหรือภาวะช็อกอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ไข้เริ่มลดลง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down