ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องโภชนาการเมื่อลูกน้อยเผชิญกับโรคระบบทางเดินหายใจ

อาการไข้ ไอ และหอบในเด็กเล็ก เป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยและสร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่เป็นอย่างมาก โรคในกลุ่มนี้มักเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) หรือโรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) เมื่อเด็กป่วย ร่างกายจะมีอัตราการเผาผลาญพลังงานสูงขึ้นเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค (Hypermetabolic state) ประกอบกับอาการไอ หอบเหนื่อยที่ทำให้เด็กเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย และไม่อยากอาหาร ภาวะโภชนาการจึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และป้องกันภาวะขาดสารอาหารและขาดน้ำที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

กลไกทางพยาธิสภาพของอาการไข้ ไอ หอบ และผลกระทบต่อการรับประทานอาหาร

เมื่อเด็กมีไข้ อุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ผ่านทางเหงื่อและการหายใจที่เร็วขึ้น อาการไอและหอบเหนื่อยทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกและช่องท้องทำงานหนัก เด็กมักจะหายใจทางปากร่วมด้วย ทำให้เยื่อบุช่องปากและคอแห้ง ระคายเคืองมากขึ้น กลืนลำบาก และอาเจียนได้ง่ายหากมีเสมหะปริมาณมาก การบังคับให้เด็กกินอาหารในปริมาณเท่าเดิมจึงเป็นเรื่องยากและอาจทำให้เด็กเกิดความกลัวการกินอาหาร ทางการแพทย์จึงเน้นการปรับรูปแบบโภชนาการให้ย่อยง่าย ให้พลังงานสูง และมีความชุ่มชื้นพอเหมาะ

คำแนะนำจากคุณหมอ: ในช่วงที่ลูกมีไข้และหอบเหนื่อย อย่ากังวลเรื่องปริมาณสารอาหารที่ต้องครบถ้วนตามหลักโภชนาการทุกประการในทันที สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันภาวะขาดน้ำและการได้รับพลังงานขั้นต่ำเพื่อประคับประคองร่างกายให้ผ่านช่วงวิกฤตไปได้

อาหารที่ควรรับประทานเพื่อเร่งการฟื้นตัวและลดอาการไอ

การเลือกอาหารให้เด็กในช่วงป่วยควรเน้นอาหารที่มีเนื้อสัมผัสนุ่ม ย่อยง่าย อุณหภูมิอุ่นกำลังดี และให้สารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

  • อาหารเหลวหรือกึ่งเหลวที่ย่อยง่าย: เช่น ข้าวต้มปั่น โจ๊กหมูเนื้อเนียน ซุปไก่มะเขือเทศ หรือตุ๋นฟักทอง ซุปอุ่นๆ ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ลำคอ ลดอาการระคายเคือง และช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้นให้ออกมาได้ง่ายขึ้น
  • โปรตีนคุณภาพสูงย่อยง่าย: เนื้อปลาต้มสุก ไข่ตุ๋น หรือเต้าหู้อ่อน เนื่องจากโปรตีนมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันและซ่อมแซมเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจที่ถูกทำลายจากการอักเสบ
  • ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงและมีน้ำมาก: เช่น ส้ม มะนาว มะเขือเทศ หรือน้ำส้มคั้นสด (ไม่เติมน้ำตาล) ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและต้านการอักเสบในร่างกาย
  • น้ำเปล่าและเครื่องดื่มชดเชยเกลือแร่: การให้จิบน้ำอุ่นบ่อยๆ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้นและขับออกได้ง่าย หากมีไข้สูงหรืออาเจียนร่วมด้วย อาจให้ดื่มสารละลายเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts หรือ ORS) ตามคำแนะนำของแพทย์

อาหารแสลงและอาหารที่ควรเลี่ยงเด็ดขาดเมื่อลูกมีอาการไอและหอบ

การเลือกรับประทานอาหารผิดประเภทอาจทำให้อาการไอและหอบแย่ลง หรือกระตุ้นให้เกิดเสมหะมากขึ้น พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ในช่วงที่ลูกกำลังป่วย

  • อาหารที่มีรสหวานจัด: เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน ลูกอม และน้ำหวานสำเร็จรูป น้ำตาลปริมาณมากจะไปกดการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรค
  • ผลิตภัณฑ์จากนมวัวในปริมาณมาก: แม้นมจะเป็นแหล่งพลังงานที่ดี แต่ในเด็กบางคนที่เสมหะเยอะหรือมีอาการแพ้ นมวัวอาจกระตุ้นให้เสมหะมีความเหนียวข้นขึ้นและระคายเคืองหลอดลมได้ง่ายขึ้น
  • อาหารทอดและอาหารมันจัด: อาหารที่มีไขมันสูงใช้เวลานานในการย่อย ทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวไม่ดี เกิดอาการจุกเสียด แน่นท้อง และอาจไปกดดันกะบังลมทำให้หายใจลำบากหรือหอบมากขึ้นในเด็กที่มีปัญหาทางเดินหายใจ
  • อาหารรสจัดและเผ็ดร้อน: อาหารที่มีรสเผ็ดจัด เค็มจัด หรือเปรี้ยวจัด จะทำให้เยื่อบุหลอดลมและลำคอที่อักเสบอยู่แล้วเกิดการระคายเคือง กระตุ้นให้เกิดอาการไออย่างรุนแรง
  • อาหารและเครื่องดื่มเย็นจัด: น้ำแข็ง ไอศกรีม หรือน้ำเย็นจัด สามารถกระตุ้นปลายประสาทบริเวณลำคอ ทำให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลมและกระตุ้นอาการไอให้กำเริบขึ้นได้
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามบังคับหรือป้อนอาหารขณะที่เด็กกำลังหอบเหนื่อยรุนแรงอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้สำลักอาหารเข้าไปในหลอดลมและปอด ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต ให้รอจนกว่าอาการหอบลดลงและเด็กสงบจึงค่อยๆ ให้ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง

การรักษาสมดุลเกลือแร่และการป้องกันภาวะขาดน้ำ

ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดอย่างหนึ่งเมื่อเด็กมีไข้ ไอ และหอบ เนื่องจากการหายใจเร็วทำให้สูญเสียน้ำผ่านทางลมหายใจมากกว่าปกติ หากเด็กดื่มน้ำได้น้อย อาจทำให้ความดันโลหิตลดลงและช็อกได้ แนวทางการดูแลรักษาคือการให้เด็กจิบน้ำอุ่นหรือนมแม่บ่อยๆ ทุก 10 ถึง 15 นาที สำหรับเด็กทารกควรให้ดูดนมแม่หรือนมผงตามความต้องการแต่แบ่งมื้อให้เล็กลง สำหรับเด็กโตสามารถให้จิบน้ำเกลือแร่ ORS ที่ใช้สำหรับเด็กโดยเฉพาะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเกลือแร่นักกีฬาเนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูงเกินไปและโซเดียมไม่เหมาะสมสำหรับเด็กป่วย

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาลูกพบแพทย์ทันที

แม้วิธีการดูแลเรื่องโภชนาการและการประคับประคองที่บ้านจะช่วยบรรเทาอาการได้ แต่หากพบสัญญาณอันตรายต่อไปนี้ ห้ามรอช้าและควรพาไปโรงพยาบาลทันที

  • ไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส หรือไข้ไม่ลดลงหลังจากทานยาลดไข้และเช็ดตัว
  • หายใจหอบเร็วกว่าปกติ มีอาการหายใจลำบาก หายใจมีเสียงดังหวีด ปีกจมูกบาน หรือซี่โครงบุ๋มเวลาหายใจ
  • ริมฝีปาก เล็บมือ หรือผิวหนังมีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะพร่องออกซิเจน
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำเลย หรือมีอาการของภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปัสสาวะไม่ออกนานเกิน 6 ชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง
  • มีอาการชักร่วมกับไข้สูง

วิธีรักษาทางการแพทย์และการใช้ยาที่ถูกต้อง

การรักษาโรคทางเดินหายใจที่มีอาการไข้ ไอ หอบ ต้องได้รับการวินิจฉัยจากกุมารแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง แพทย์อาจพิจารณาทำการตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยชุดตรวจแบบเร็ว พ่นยาขยายหลอดลม หรือให้ยาละลายเสมหะตามความเหมาะสม

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่มีไข้เด็ดขาด หากยังไม่แน่ใจว่าป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกหรือไม่ เนื่องจากอาจทำให้เลือดออกผิดปกติและเกิดโรคเรย์ซินโดรม (Reye syndrome) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ขนาดยาพาราเซตามอลที่ปลอดภัยต้องคำนวณตามน้ำหนักตัว คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาแก้ไอผสมสารกดอาการไอให้เด็กทานเองโดยไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อซ้ำในระบบทางเดินหายใจทำได้โดยการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ และการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี รวมถึงวัคซีนเสริมอื่นๆ ตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้กับลูกน้อยในระยะยาว

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down