ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพฤติกรรมขี้โมโหและเอาแต่ใจในเด็ก
พฤติกรรมขี้โมโห อาละวาด และเอาแต่ใจตัวเองในเด็ก เป็นพัฒนาการตามช่วงวัยที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงวัยทองสองขวบ (Toddler Tantrums) แต่อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์และจิตวิทยาเด็ก พฤติกรรมเหล่านี้บางครั้งอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพจิต ความผิดปกติทางระบบประสาท หรือโรคทางกายที่ส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ การทำความเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดก่อนที่จะพิจารณาแนวทางการรักษาใดๆ โดยเฉพาะการใช้ยา
กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาและการจัดการอาการทางพฤติกรรม
ในทางการแพทย์ การใช้ยาเพื่อรักษาอาการขี้โมโหหรือเอาแต่ใจตัวเองอย่างรุนแรง จะพิจารณาใช้ก็ต่อเมื่อเด็กได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิตเวชเด็กหรือความผิดปกติทางระบบประสาทที่ชัดเจน เช่น โรคซนสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder - ADHD) โรคอารมณ์สองขั้วในเด็ก หรือโรคความผิดปกติทางพฤติกรรม (Conduct Disorder) โดยกลุ่มยาหลักที่จิตแพทย์เด็กอาจพิจารณาใช้มีดังนี้
- ยากลุ่มกระตุ้นประสาท (Stimulants) เช่น เมทิลเฟนิเดต (Methylphenidate) ใช้ในกรณีที่อาการขี้โมโหเกิดจากสมาธิสั้นและการควบคุมแรงกระตุ้นบกพร่อง
- ยากลุ่มควบคุมอารมณ์ (Mood Stabilizers) ใช้ในกรณีที่มีอารมณ์แปรปรวนรุนแรง ควบคุมความโกรธไม่ได้
- ยารักษาอาการทางจิตรุ่นที่สอง (Atypical Antipsychotics) เช่น ริสเพอริโดน (Risperidone) ใช้ในเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการปรับพฤติกรรม
ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัยตามคำแนะนำของแพทย์
การใช้ยาใดๆ ก็ตามในเด็ก แพทย์จะคำนวณขนาดยาอย่างละเอียดโดยอิงจาก น้ำหนักตัว (Milligram per Kilogram) หรือพื้นที่ผิวของร่างกาย รวมถึงอายุและความรุนแรงของอาการ
- การเริ่มต้นใช้ยา (Titration): แพทย์มักจะเริ่มจากขนาดยาที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (Lowest Effective Dose) เพื่อประเมินการตอบสนองและผลข้างเคียง
- การปรับขนาดยา: แพทย์จะค่อยๆ เพิ่มขนาดยาขึ้นทีละน้อยตามการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
- ความสม่ำเสมอ: ผู้ปกครองต้องให้ยาตามเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเองทันทีเมื่ออาการดีขึ้น เพราะอาจทำให้โรคกำเริบหรือเกิดอาการถอนยาได้
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาควบคุมพฤติกรรม
ยาที่ใช้รักษาอาการทางพฤติกรรมและอารมณ์ในเด็ก อาจส่งผลข้างเคียงที่ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่
- ผลข้างเคียงจากยากลุ่มกระตุ้นประสาท: เบื่ออาหาร น้ำหนักลด นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ หรือมีอาการวิตกกังวลเพิ่มขึ้น
- ผลข้างเคียงจากยากลุ่มควบคุมอารมณ์และต้านโรคจิต: ง่วงซึม น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ หรือรู้สึกกระสับกระส่าย
ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด
มีกลุ่มยาหลายชนิดที่ห้ามซื้อให้เด็กกินเองเด็ดขาดเพื่อระงับอารมณ์โกรธหรือความเอาแต่ใจ ได้แก่
- ยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับทั่วไป (Sedatives and Hypnotics): การใช้ยานอนหลับเพื่อให้เด็กสงบหรือหลับไปเองโดยไม่มีข้อบ่งชี้จากแพทย์ เป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากอาจกดการหายใจและส่งผลกระทบต่อสมองอย่างถาวร
- ยาแก้แพ้ที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วงซึมสูง (Sedating Antihistamines): แม้จะเป็นยาที่หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายยา แต่การนำมาใช้เพื่อให้เด็กง่วงและสงบลงถือเป็นการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์และอาจเป็นอันตราย
- สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อ้างว่าช่วยสงบประสาท: ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการควบคุมคุณภาพและปริมาณที่แน่นอน อาจมีสารปนเปื้อนหรือทำปฏิกิริยากับยาอื่นที่เด็กใช้อยู่
วิธีดูแลร่วมกับการปรับพฤติกรรม
การใช้ยาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษา การปรับพฤติกรรมและการเลี้ยงดูของพ่อแม่คือหัวใจสำคัญที่สุด
- การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน (Setting Clear Boundaries): ตั้งกฎกติกาในบ้านด้วยความสงบและสม่ำเสมอ
- การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement): ชื่นชมและให้กำลังใจเมื่อเด็กสามารถควบคุมอารมณ์หรือแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมได้
- การจัดการอารมณ์ของพ่อแม่: หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ความรุนแรง หรือการตามใจเพื่อให้เด็กหยุดอาละวาด เพราะจะยิ่งเป็นการเสริมแรงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้น