ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพฤติกรรมขี้โมโหและเอาแต่ใจในเด็ก

พฤติกรรมขี้โมโห อาละวาด และเอาแต่ใจตัวเองในเด็ก เป็นพัฒนาการตามช่วงวัยที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงวัยทองสองขวบ (Toddler Tantrums) แต่อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์และจิตวิทยาเด็ก พฤติกรรมเหล่านี้บางครั้งอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพจิต ความผิดปกติทางระบบประสาท หรือโรคทางกายที่ส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ การทำความเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดก่อนที่จะพิจารณาแนวทางการรักษาใดๆ โดยเฉพาะการใช้ยา

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาและการจัดการอาการทางพฤติกรรม

ในทางการแพทย์ การใช้ยาเพื่อรักษาอาการขี้โมโหหรือเอาแต่ใจตัวเองอย่างรุนแรง จะพิจารณาใช้ก็ต่อเมื่อเด็กได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิตเวชเด็กหรือความผิดปกติทางระบบประสาทที่ชัดเจน เช่น โรคซนสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder - ADHD) โรคอารมณ์สองขั้วในเด็ก หรือโรคความผิดปกติทางพฤติกรรม (Conduct Disorder) โดยกลุ่มยาหลักที่จิตแพทย์เด็กอาจพิจารณาใช้มีดังนี้

  • ยากลุ่มกระตุ้นประสาท (Stimulants) เช่น เมทิลเฟนิเดต (Methylphenidate) ใช้ในกรณีที่อาการขี้โมโหเกิดจากสมาธิสั้นและการควบคุมแรงกระตุ้นบกพร่อง
  • ยากลุ่มควบคุมอารมณ์ (Mood Stabilizers) ใช้ในกรณีที่มีอารมณ์แปรปรวนรุนแรง ควบคุมความโกรธไม่ได้
  • ยารักษาอาการทางจิตรุ่นที่สอง (Atypical Antipsychotics) เช่น ริสเพอริโดน (Risperidone) ใช้ในเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการปรับพฤติกรรม
ข้อควรระวังทางการแพทย์: การใช้ยาจิตเวชในเด็กต้องอยู่ภายใต้การดูแลของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเท่านั้น ห้ามผู้ปกครองจัดหาหรือปรับลดขนาดยาเองเด็ดขาด เนื่องจากสมองเด็กอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา การใช้ยาผิดพลาดอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อระบบประสาทและพัฒนาการ

ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัยตามคำแนะนำของแพทย์

การใช้ยาใดๆ ก็ตามในเด็ก แพทย์จะคำนวณขนาดยาอย่างละเอียดโดยอิงจาก น้ำหนักตัว (Milligram per Kilogram) หรือพื้นที่ผิวของร่างกาย รวมถึงอายุและความรุนแรงของอาการ

  • การเริ่มต้นใช้ยา (Titration): แพทย์มักจะเริ่มจากขนาดยาที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (Lowest Effective Dose) เพื่อประเมินการตอบสนองและผลข้างเคียง
  • การปรับขนาดยา: แพทย์จะค่อยๆ เพิ่มขนาดยาขึ้นทีละน้อยตามการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
  • ความสม่ำเสมอ: ผู้ปกครองต้องให้ยาตามเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเองทันทีเมื่ออาการดีขึ้น เพราะอาจทำให้โรคกำเริบหรือเกิดอาการถอนยาได้

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาควบคุมพฤติกรรม

ยาที่ใช้รักษาอาการทางพฤติกรรมและอารมณ์ในเด็ก อาจส่งผลข้างเคียงที่ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่

  • ผลข้างเคียงจากยากลุ่มกระตุ้นประสาท: เบื่ออาหาร น้ำหนักลด นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ หรือมีอาการวิตกกังวลเพิ่มขึ้น
  • ผลข้างเคียงจากยากลุ่มควบคุมอารมณ์และต้านโรคจิต: ง่วงซึม น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ หรือรู้สึกกระสับกระส่าย
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากผู้ปกครองสังเกตเห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติไปจากเดิมอย่างมาก เช่น ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด มีความคิดทำร้ายตนเอง หรือมีอาการแพ้ยา เช่น ผื่นขึ้น บวม หายใจลำบัด ต้องพามาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการทันที

ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

มีกลุ่มยาหลายชนิดที่ห้ามซื้อให้เด็กกินเองเด็ดขาดเพื่อระงับอารมณ์โกรธหรือความเอาแต่ใจ ได้แก่

  • ยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับทั่วไป (Sedatives and Hypnotics): การใช้ยานอนหลับเพื่อให้เด็กสงบหรือหลับไปเองโดยไม่มีข้อบ่งชี้จากแพทย์ เป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากอาจกดการหายใจและส่งผลกระทบต่อสมองอย่างถาวร
  • ยาแก้แพ้ที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วงซึมสูง (Sedating Antihistamines): แม้จะเป็นยาที่หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายยา แต่การนำมาใช้เพื่อให้เด็กง่วงและสงบลงถือเป็นการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์และอาจเป็นอันตราย
  • สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อ้างว่าช่วยสงบประสาท: ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการควบคุมคุณภาพและปริมาณที่แน่นอน อาจมีสารปนเปื้อนหรือทำปฏิกิริยากับยาอื่นที่เด็กใช้อยู่

วิธีดูแลร่วมกับการปรับพฤติกรรม

การใช้ยาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษา การปรับพฤติกรรมและการเลี้ยงดูของพ่อแม่คือหัวใจสำคัญที่สุด

  • การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน (Setting Clear Boundaries): ตั้งกฎกติกาในบ้านด้วยความสงบและสม่ำเสมอ
  • การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement): ชื่นชมและให้กำลังใจเมื่อเด็กสามารถควบคุมอารมณ์หรือแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมได้
  • การจัดการอารมณ์ของพ่อแม่: หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ความรุนแรง หรือการตามใจเพื่อให้เด็กหยุดอาละวาด เพราะจะยิ่งเป็นการเสริมแรงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้น
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down