ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องการวัดอุณหภูมิร่างกายและการประเมินสุขภาพในครอบครัว

อุณหภูมิร่างกายถือเป็นสัญญาณชีพพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการบ่งชี้สภาวะสุขภาพของมนุษย์ การมีความเข้าใจเกี่ยวกับ วิธีวัดอุณหภูมิร่างกายที่ถูกต้อง: วิธีป้องกันเชิงรุก การเสริมภูมิคุ้มกัน และแนวทางลดความเสี่ยงในระยะยาว จึงเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเด็กเล็ก ทารก หรือผู้สูงอายุดำเนินชีวิตร่วมกันในบ้านเดียวกัน การตรวจวัดอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำไม่เพียงแต่ช่วยให้เราทราบว่าร่างกายกำลังเผชิญกับภาวะไข้หรือไม่ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการประเมินความรุนแรงของโรค ติดตามผลการรักษา และช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำรวดเร็วเมื่อต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล

ในทางการแพทย์ ไข้ (Fever) ไม่ใช่โรคในตัวของมันเอง แต่เป็นกลไกการตอบสนองตามธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกันที่พยายามต่อสู้กับการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย อย่างไรก็ตาม ภาวะไข้สูงเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและการทำงานของอวัยวะภายใน โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะชักจากไข้ (Febrile Seizure) ดังนั้น การเลือกใช้อุปกรณ์วัดไข้ที่เหมาะสม การรู้วิธีวัดอุณหภูมิร่างกายที่ถูกต้องในแต่ละตำแหน่ง และการอ่านค่าอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำ จึงเป็นด่านแรกในการปกป้องคนที่คุณรักจากภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

ประเภทของเครื่องวัดอุณหภูมิและการเลือกใช้งานตามช่วงวัย

การเลือกใช้เครื่องมือวัดอุณหภูมิให้เหมาะสมกับช่วงวัยและความจำเป็นทางคลินิกเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ได้ค่าอุณหภูมิที่เชื่อถือได้ ปัจจุบันมีเครื่องวัดอุณหภูมิหลากหลายประเภทในท้องตลาด ซึ่งแต่ละชนิดมีข้อดีและวิธีการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ปรอทวัดไข้ดิจิทัล (Digital Thermometer): เป็นเครื่องมือมาตรฐานที่มีความแม่นยำสูง สามารถใช้measured ได้ทั้งบริเวณรักแร้ ช่องปาก และทางทวารหนัก เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว
  • เครื่องวัดอุณหภูมิทางหูระบบอินฟราเรด (Tympanic Thermometer): เหมาะสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป เนื่องจากวัดได้อย่างรวดเร็วและสะดวก แต่ต้องดึงใบหูให้ตรงเพื่อให้อุปกรณ์ส่องตรงไปยังเยื่อแก้วหู
  • เครื่องวัดอุณหภูมิทางหน้าผากระบบอินฟราเรด (Infrared Forehead Thermometer): สะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องสัมผัสร่างกายโดยตรง เหมาะสำหรับการคัดกรองเบื้องต้นในเด็กทารกและผู้ป่วยที่ไม่ให้ความร่วมมือ
  • แถบวัดไข้ทางหน้าผาก (Temperature Strip): เป็นวิธีที่ไม่แนะนำให้นำมาใช้ในการวินิจฉัยทางการแพทย์ เนื่องจากมีความคลาดเคลื่อนสูงและให้ค่าเพียงการประมาณเท่านั้น

ตำแหน่งการวัดอุณหภูมิและเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์

ค่าอุณหภูมิปกติของร่างกายมนุษย์จะแตกต่างกันเล็กน้อยตามตำแหน่งที่ทำการวัด โดยมีเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์ที่ใช้ในการวินิจฉัยภาวะไข้ดังนี้

  • การวัดทางทวารหนัก (Rectal): เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก ค่าอุณหภูมิปกติจะอยู่ระหว่าง 36.6 ถึง 38.0 องศาเซลเซียส หากวัดได้เกิน 38.0 องศาเซลเซียส (100.4 องศาฟาเรนไฮต์) จะถือว่ามีไข้
  • การวัดทางช่องปาก (Oral): เหมาะสำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ ค่าอุณหภูมิปกติจะอยู่ระหว่าง 35.5 ถึง 37.5 องศาเซลเซียส หากวัดได้เกิน 37.5 องศาเซลเซียสจะถือว่ามีไข้ (ควรรออย่างน้อย 15 ถึง 30 นาทีหลังจากดื่มน้ำร้อนหรือน้ำเย็นจัด)
  • การวัดทางรักแร้ (Axillary): เป็นวิธีที่สะดวกและปลอดภัยที่สุด แต่อาจมีค่าต่ำกว่าอุณหภูมิแกนกายจริงประมาณ 0.5 องศาเซลเซียส ค่าอุณหภูมิปกติจะอยู่ระหว่าง 34.7 ถึง 37.3 องศาเซลเซียส หากวัดได้เกิน 37.2 องศาเซลเซียสถือว่ามีไข้
  • การวัดทางหู (Tympanic): ค่าปกติจะใกล้เคียงกับการวัดทางทวารหนัก หากวัดได้เกิน 38.0 องศาเซลเซียสถือว่ามีไข้

ขั้นตอนและวิธีวัดอุณหภูมิร่างกายที่ถูกต้องในแต่ละตำแหน่ง

เพื่อให้ได้ค่าอุณหภูมิที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ ผู้ปฏิบัติการวัดไข้จำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐานอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนที่อาจนำไปสู่การประเมินอาการที่ผิดพลาด

วิธีวัดอุณหภูมิทางรักแร้ (Axillary Method)

  1. ทำความสะอาดปลายปรอทวัดไข้ด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์และเช็ดให้แห้ง
  2. เปิดเครื่องวัดอุณหภูมิดิจิทัลและตรวจสอบให้แน่ใจว่าหน้าจอล้างค่าเดิมเรียบร้อยแล้ว
  3. เหน็บปลายปรอทไว้ที่กึ่งกลางรักแร้ของผู้ป่วย โดยให้แน่ใจว่าปลายปรอทสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง ไม่โดนเสื้อผ้า
  4. หนีบแขนของผู้ป่วยแนบชิดลำตัวให้แน่น และถือค้างไว้จนกว่าจะได้ยินเสียงสัญญาณเตือนจากเครื่อง (โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 2 นาที)
  5. อ่านค่าอุณหภูมิบนหน้าจอและบันทึกเวลาที่วัดได้

วิธีวัดอุณหภูมิทางช่องปาก (Oral Method)

  1. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำร้อน น้ำเย็นจัด หรือการสูบบุหรี่อย่างน้อย 20 นาทีก่อนการวัด
  2. วางปลายปรอทวัดไข้ไว้ใต้ลิ้น บริเวณกระเป๋าใต้ลิ้นด้านซ้ายหรือขวาซึ่งเป็นจุดที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมาก
  3. ปิดปากให้สนิทโดยไม่ต้องกัดปรอท และหายใจทางจมูกตามปกติ
  4. รอจนกระทั่งได้ยินเสียงสัญญาณเตือน จึงนำออกมาอ่านค่า

วิธีวัดอุณหภูมิทางทวารหนักสำหรับทารก (Rectal Method)

  1. ทาปลายปรอทวัดไข้ด้วยสารหล่อลื่นที่ละลายน้ำได้ (Water-soluble lubricant) เล็กน้อย
  2. วางทารกให้นอนหงายแล้วยกขาขึ้น หรือให้นอนคว่ำบนตักของผู้ดูแล
  3. สอดปลายปรอทเข้าไปทางทวารหนักอย่างระมัดระวัง ไม่ควรสอดลึกเกิน 1.5 เซนติเมตรในทารกแรกเกิด
  4. ถือปรอทให้นิ่งจนกระทั่งได้ยินเสียงสัญญาณเตือน แล้วจึงดึงออกอย่างนุ่มนวลเพื่ออ่านค่า
คำแนะนำจากคุณหมอ: สำหรับเด็กทารกที่มีอายุต่ำกว่า 3 เดือน การวัดอุณหภูมิทางทวารหนักเป็นวิธีที่แนะนำที่สุด หากทารกในกลุ่มนี้มีไข้สูงเกิน 38.0 องศาเซลเซียส ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการที่บ้าน

สาเหตุและกลไกการเกิดไข้ในเด็กและผู้ใหญ่

ไข้เกิดจากการที่ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างกายซึ่งตั้งอยู่ที่ส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ในสมอง ถูกกระตุ้นให้ตั้งจุดตั้งรับอุณหภูมิ (Set point) ให้สูงขึ้น เพื่อตอบสนองต่อสารพโรเจน (Pyrogens) เช่น สารเคมีที่หลั่งจากเม็ดเลือดขาวเมื่อเผชิญกับการติดเชื้อ หรือสารพิษจากเชื้อโรค สาเหตุหลักของการเกิดไข้แบ่งออกได้ดังนี้

  • การติดเชื้อไวรัส: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza), โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV), โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever), และโรคโควิด-19 (COVID-19)
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย: เช่น โรคคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย, โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, และโรคปอดบวม ซึ่งมักมีความจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะภายใต้การดูแลของแพทย์
  • การอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ: เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง, หรือภาวะหลังการได้รับวัคซีนบางชนิด
  • ปัจจัยอื่นๆ: ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ทำงานเกิน หรือการได้รับยาบางชนิดที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง

อาการร่วมและระยะเวลาการดำเนินของโรค

เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีอาการร่วมอื่นๆ ที่บ่งบอกถึงระยะของการพัฒนาโรค ซึ่งผู้ดูแลควรสังเกตอย่างใกล้ชิด

  • ระยะเริ่มต้น (Onset): ผู้ป่วยมักจะมีอาการหนาวสั่น (Chills) ผิวหนังซีด เย็น เนื่องจากหลอดเลือดฝอยหดตัวเพื่อรักษาความร้อนในร่างกาย อุณหภูมิร่างกายเริ่มไต่ระดับสูงขึ้น
  • ระยะไข้สูง (Peak Fever): อุณหภูมิคงที่ในระดับสูง ผู้ป่วยจะมีอาการตัวร้อนจัด ผิวหนังแดงและร้อนจัด ชีพจรเต้นเร็วขึ้น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว และอาจมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย
  • ระยะไข้ลด (Defervescence): ร่างกายเริ่มขับความร้อนออกทางผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีเหงื่อออกมาก ตัวเริ่มเย็นลง และอุณหภูมิร่างกายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ในระยะที่ไข้กำลังลดลงและมีเหงื่อออกมาก ผู้ป่วยอาจสูญเสียน้ำและเกลือแร่ จึงควรได้รับการดูแลเรื่องการดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำสะอาดอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าไข้ส่วนใหญ่จะหายได้เองจากการดูแลตามอาการ แต่มีสัญญาณเตือนอันตรายบางประการที่บ่งบอกถึงภาวะเจ็บป่วยรุนแรง ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

  • มีไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้ไม่ยอมลดแม้จะรับประทานยาลดไข้และเช็ดตัวแล้ว
  • มีอาการชักจากไข้ (Febrile Seizure) หรือเกร็งกระตุก
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือเด็กไม่ยอมดูดนมและดื่มน้ำ
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือซี่โครงบุ๋มเวลาหายใจ
  • มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระสีดำ
  • มีอาการปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง หรือมีผื่นขึ้นตามตัวร่วมด้วย
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะออกน้อยมากหรือเป็นสีเข้มจัด

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

การดูแลผู้ป่วยที่มีไข้ที่บ้านมีหลักเพื่อบรรเทาอาการ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

  • การเช็ดตัวลดไข้ (Tepid Sponge Bath): ควรใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดตามซอกพับ เช่น รักแร้ ขาหนีบ และหน้าผาก เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาดเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและกักเก็บความร้อนไว้ภายใน
  • การให้สารน้ำอย่างเพียงพอ: ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสะอาด น้ำเกลือแร่ (ORS) หรือนมแม่บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยระบายความร้อนผ่านทางปัสสาวะ
  • การสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสม: ควรให้สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อบางเบา ระบายอากาศได้ดี ไม่ห่มผ้าหนาจนเกินไปเพื่อให้ร่างกายระบายความร้อนได้สะดวก
  • การพักผ่อนอย่างเต็มที่: งดกิจกรรมที่ใช้พลังงานมากเพื่อให้ร่างกายนำพลังงานไปใช้ในการต่อสู้กับเชื้อโรค

การใช้ยาอย่างปลอดภัยตามหลักเภสัชวิทยา

การใช้ยาลดไข้ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด

  • ยาพาราเซตามอล (Paracetamol): เป็นยาหลักในการลดไข้ ขนาดยาที่ถูกต้องสำหรับเด็กคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามให้เกินขนาดเพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับ
  • ข้อห้ามสำคัญทางเภสัชวิทยา: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กและวัยรุ่นที่มีไข้เด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิต และควรระมัดระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออกเพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงในการมีเลือดออก
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง: เนื่องจากไข้ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ในการรักษา การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อจะเพิ่มเชื้อดื้อยาในอนาคต

มาตรการป้องกันเชิงรุกและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

การป้องกันการเกิดโรคและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วย

  • การรับวัคซีนป้องกันโรค: พาบุตรหลานและสมาชิกในครอบครัวเข้ารับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามกำหนดนัดหมายของแพทย์ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี, วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (PCV), และวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในกลุ่มเสี่ยง
  • การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำนานอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือเป็นประจำ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด
  • โภชนาการที่ครบถ้วนและสมดุล: รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้สดที่มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูงเพื่อเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  • การนอนหลับพักผ่อนและการออกกำลังกาย: ส่งเสริมให้มีการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอตามวัย และออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

คู่มือปฏิบัติสำหรับผู้ดูแล:
1. จัดเตรียมเครื่องวัดอุณหภูมิที่ได้มาตรฐานและผ่านการสอบเทียบความเที่ยงตรง
2. วัดอุณหภูมิร่างกายในตำแหน่งที่เหมาะสมกับช่วงวัยและบันทึกค่าทุกครั้ง
3. สังเกตอาการร่วมและสัญญาณเตือนอันตรายอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
4. ให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้องและเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น
5. รีบนำผู้ป่วยพบแพทย์ทันทีหากมีไข้สูงเกิน 3 วัน หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down