ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องไข้และการตอบสนองของร่างกาย

ไข้ไม่ใช่โรค แต่เป็นกลไกการตอบสนองตามธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเมื่อเผชิญกับการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย อุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการทำลายเชื้อโรคได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม หากไข้สูงจนเกินไปอาจทำให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะเด็กเล็กและทารก รู้สึกไม่สบายตัว กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หรือในบางรายอาจเกิดอาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure) ได้ การดูแลและลดไข้อย่างถูกวิธีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อประคับประคองอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

สาเหตุและกลไกการเกิดไข้

ภาวะไข้เกิดจากการที่ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ถูกกระตุ้นให้ตั้งค่าอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าปกติ โดยสารเคมีที่ชื่อว่าพัยโรเจน (Pyrogens) ซึ่งหลั่งออกมาจากเม็ดเลือดขาวเมื่อร่างกายเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ สาเหตุส่วนใหญ่ในเด็กและผู้ใหญ่พบจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) การติดเชื้อทางเดินอาหาร หรือการอักเสบจากโรคติดเชื้ออื่นๆ การทำความเข้าใจสาเหตุจะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด

อาการสำคัญและระยะของการเกิดไข้

อาการไข้มักดำเนินไปตามระยะเวลาของการเจ็บป่วย ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการหนาวสั่น ตัวเย็น ปวดเมื่อยตามตัว เนื่องจากร่างกายกำลังพยายามปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้น จากนั้นอุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้นต่อเนื่องจนเข้าสู่ระยะไข้ทรงตัว ผู้ป่วยจะมีตัวร้อนจัด หน้าแดง ชีพจรเต้นเร็ว และเมื่อไข้เริ่มลดลง ร่างกายจะขับความร้อนออกทางเหงื่อทำให้มีเหงื่อออกมาก การสังเกตระยะเหล่านี้ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถประเมินอาการและเลือกใช้วิธีการบรรเทาที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าไข้ส่วนใหญ่จะสามารถดูแลเบื้องต้นได้ที่บ้าน แต่มีอาการเตือนบางประการที่บ่งบอกถึงภาวะโรคร้ายแรงและจำเป็นต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ได้แก่:

  • ไข้สูงมากติดต่อกันเกินสามวันและไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม
  • เด็กเล็กปฏิเสธการดื่มนมหรือดื่มน้ำ มีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงหรือสีเข้มจัด
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือมีเสียงผิดปกติขณะหายใจ
  • มีอาการชักเกร็ง ตาค้าง หรือมีผื่นขึ้นตามผิวหนังร่วมกับไข้
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบอาการเตือนเหล่านี้ ห้ามรอจนครบกำหนดสามวัน ควรพาผู้ป่วยไปพบกุมารแพทย์หรือแพทย์ฉุกเฉินทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ระยะเวลาที่มีไข้ อาการร่วมอื่นๆ ประวัติการรับวัคซีน และประวัติการสัมผัสโรค จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เช่น ฟังเสียงปอด ตรวจดูช่องปากและคอ และหากจำเป็น แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาว การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยชุดตรวจจำเพาะ (Rapid Antigen Test) หรือการเอกซเรย์ปอด เพื่อค้นหาต้นเหตุที่แท้จริงของการเกิดไข้

วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การเช็ดตัวลดไข้ (Tepid Sponge) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายอย่างรวดเร็วและปลอดภัย วิธีการที่ถูกต้องมีขั้นตอนดังนี้:

  • ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ความร้อนระบายออกไม่ได้ และอาจทำให้หนาวสั่นมากขึ้น)
  • ชุบผ้าขนหนูผืนเล็ก บิดพอหมาด ไม่ให้เปียกชุ่มจนเกินไป
  • เริ่มเช็ดบริเวณใบหน้าและลำคอ จากนั้นลูบเข้าหาลำตัว
  • เช็ดบริเวณแขนและขา โดยลูบย้อนเข้าหาหัวใจเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
  • เช็ดบริเวณรักแร้ ขาหนีบ และแผ่นหลัง ซึ่งเป็นจุดที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน ทำให้ระบายความร้อนได้ดี
  • ใช้เวลาเช็ดตัวประมาณสิบห้าถึงยี่สิบนาที จากนั้นซับตัวให้แห้งและสวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาและขนาดยาที่ถูกต้อง

การใช้ยาลดไข้ควรใช้อย่างระมัดระวังและอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย ยาหลักที่ใช้คือพาราเซตามอล (Paracetamol) โดยมีแนวทางการคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัว:

  • ขนาดยาพาราเซตามอลสำหรับเด็ก คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ต่อครั้ง
  • สามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการไข้สูง
  • ห้ามให้ยาเกินขนาดเด็ดขาด และควรเว้นระยะเวลาให้เหมาะสมเพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อตับ
คำแนะนำจากคุณหมอ: ควรอ่านฉลากยาหรือปรึกษาเภสัชกรทุกครั้งก่อนคำนวณขนาดยาให้เด็ก เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและป้องกันการได้รับยาเกินขนาด

ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาดและข้อควรระวังสำคัญ

มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญมากซึ่งผู้ปกครองและผู้ดูแลต้องทราบเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ได้แก่:

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กและวัยรุ่นเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่มีอันตรายถึงชีวิต
  • ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือยากลุ่มเอ็นสิดส์ (NSAIDs) ในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออก เนื่องจากอาจไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติในทางเดินอาหารและอวัยวะภายใน
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเองโดยเด็ดขาด หากการติดเชื้อนั้นเกิดจากไวรัส เพราะยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส และการใช้พร่ำเพรื่อจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต

การดูแลและโภชนาการระหว่างมีไข้

ระหว่างที่มีไข้ ร่างกายจะสูญเสียน้ำและพลังงานมากกว่าปกติ ผู้ดูแลควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอ หรือดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ สำหรับอาหารควรเลือกรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปอุ่นๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วน เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการเกิดไข้ที่ดีที่สุดคือการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงและการป้องกันการติดเชื้อ ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี เพื่อลดความรุนแรงของการเจ็บป่วย

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

สรุปแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีเมื่อมีผู้ป่วยเป็นไข้:

  • วัดอุณหภูมิร่างกายอย่างสม่ำเสมอด้วยปรอทวัดไข้ที่ได้มาตรฐาน
  • ทำการเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นเมื่อมีไข้สูงเพื่อช่วยระบายความร้อน
  • ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้องและเว้นระยะเวลาตามคำแนะนำ
  • จัดเตรียมน้ำดื่มและอาหารอ่อนย่อยง่ายเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • สังเกตสัญญาณเตือนอันตรายและรีบนำส่งแพทย์ทันทีหากอาการไม่ดีขึ้น
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down