ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในเด็ก: ภัยเงียบที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบการแพร่ระบาดสูงในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว สำหรับเด็กเล็กและทารก ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนา 20% ของระบบทั้งหมดในร่างกาย ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) สมองอักเสบ หรือภาวะหายใจล้มเหลว การทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการรักษา การใช้ยาอย่างถูกต้อง และการสังเกตอาการเตือน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยชีวิตและลดความรุนแรงของโรค

สาเหตุและการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่

โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ สายพันธุ์เอ (Influenza A) และสายพันธุ์บี (Influenza B) โดยสายพันธุ์เอมักมีการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว เชื้อนี้ติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ การจาม หรือการสัมผัสสาร secretions ของผู้ติดเชื้อ แล้วนำมือเข้าปาก จมูก หรือขยี้ตา ระยะฟักตัวของโรคสั้นมากเพียง 1 ถึง 4 วันเท่านั้น ทำให้เด็กๆ ติดเชื้อกันได้ง่ายในโรงเรียนหรือสถานที่แออัด

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรคในเด็ก

อาการของไข้หวัดใหญ่ในเด็กมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยสามารถแบ่งระยะการดำเนินโรคได้ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น: มีไข้สูงฉับพลัน (38.5 ถึง 40 องศาเซลเซียส) หนาสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด: เริ่มมีอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย เช่น ไอแห้ง เจ็บคอ คัดจมูก น้ำูกไหล บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • ระยะฟื้นตัว: ไข้จะค่อยๆ ลดลงภายใน 3 ถึง 5 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่อาการอ่อนเพลียและไออาจหลงเหลืออยู่ได้นาน 1 ถึง 2 สัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการเหล่านี้ ให้รีบพาไปโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้าน
  • ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้ลดแล้วกลับมาสูงซ้ำอีก
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีพฤติกรรมผิดปกติ
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • ริมฝีปากหรือปลายนิ้วมีสีเขียวคล้ำ (ภาวะขาดออกซิเจน)
  • ชักจากไข้สูง
  • มีอาการขาดน้ำ เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ออกเลยนานเกิน 6 ชั่วโมง

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่จะแบ่งออกเป็นการรักษาตามอาการและการใช้ยาต้านไวรัสเฉพาะโรค โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ยาต้านไวรัสจำเพาะ (Antiviral Drugs): เช่น ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) มีประสิทธิภาพสูงสุดหากเริ่มให้ภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ จะช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาการป่วยลงได้อย่างมีนัดหมาย
  • ยาลดไข้บรรเทาปวด: ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาหลักที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในการลดไข้และบรรเทาอาการปวดเมื่อย
  • ยาละลายเสมหะและยาลดน้ำมูก: ใช้ตามความเหมาะสมของอาการภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

ขนาดยาพาราเซตามอลและการใช้อย่างปลอดภัยตามน้ำหนักตัว

การให้ยาพาราเซตามอลในเด็กต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวจริงอย่างแม่นยำ เพื่อป้องกันการได้รับยาเกินขนาดซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อตับ

คำแนะนำจากคุณหมอ: ขนาดยาพาราเซตามอลสำหรับเด็กคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง กินทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีไข้หรือปวด โดยห้ามกินเกิน 5 ครั้งใน 24 ชั่วโมง และต้องใช้ช้อนตวงยามาตรฐานที่มากับขวดเสมอ ห้ามใช้ช้อนโต๊ะหรือช้อนชาทานข้าวตักยาเด็ดขาด

ยาอันตรายและข้อห้ามเด็ดขาดในการรักษาเด็กเป็นไข้

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กที่มีไข้เด็ดขาด เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งทำให้เกิดอาการบวมที่สมองและตับ วายเฉียบพลัน อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ หลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หากยังไม่แน่ใจว่าเด็กป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกหรือไม่ เพราะอาจทำให้เลือดออก 3 ทางเดินอาหารได้ง่ายขึ้น และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กทานเอง เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากไวรัส การทานยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาโรคแต่อย่างใด

การดูแลรักษาและการพยาบาลเด็กเบื้องต้นที่บ้าน

การดูแลเด็กป่วยไข้หวัดใหญ่อย่างถูกวิธีจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

  • การเช็ดตัวลดไข้ (Tepid Sponge): ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และเช็ดสวนรูขุมขน เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเช็ดตัวเด็ดขาด
  • การดื่มน้ำและสารเกลือแร่: ให้เด็กจิบน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยให้เสมหะอ่อนตัวลง
  • โภชนาการที่เหมาะสม: เลือกอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่นๆ และควรแบ่งมื้ออาหารให้เล็กลงแต่บ่อยครั้ง
  • การพักผ่อน: จัดให้นอนหลับพักผ่อนในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อับทึบ

วิธีการป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการพาเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ เป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง นอกจากนี้ควรปลูกฝังสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในที่ชุมชน และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down